Official Update :

ส่อง 5 หุ้น Small Cap กำไรโตแรง แจกปันผลต่อเนื่อง

หุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนอย่างมาก เพราะหากบริษัทที่เลือกลงทุนมีศักยภาพ สามารถสร้างการเติบโตที่ดีได้ในอนาคต ทำให้นักลงทุนที่ได้หุ้นในราคาที่ดี ก็อาจได้รับผลตอบแทนดีตามไปด้วย แต่หุ้นขนาดเล็กก็มีความเสี่ยงและความผันผวนสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ นักลงทุนจึงต้องใช้ความระมัดระวังและพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ วันนี้ Wealthy Thai จึงมีกลยุทธ์การลงทุนและคัดเลือกหุ้นขนาดเล็กที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์มาฝาก


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า ฝ่ายวิเคราะห์คัดเลือก 5 หุ้น Small Cap เป็น Top Picks สำหรับไตรมาส 2/67 ได้แก่ AMATA, AU, KLINIQ, TPAC และ TNP เนื่องจากเป็นหุ้นที่คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หรือจะเห็นปี 2567 เติบโตตจากปีก่อนได้


ประกอบกับในไตรมาส 2/67 กำไรมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีทั้งจากไตรมาส 2/66 และไตรมาส 1/67 รวมถึง Valuation ยังไม่แพง (PER และ PBV ปี 2567 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี) อีกทั้งยังมีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ


ขณะเดียวกันแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/67 ของกลุ่มหุ้น Small Cap แม้กำลังซื้อในประเทศที่ซบเซายังเป็นปัจจัยท้าทาย แต่คาดกำไรปกติของกลุ่มในไตรมาส 2/67 จะมีการปรับตัวดีขึ้น ทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีฐานกำไรต่ำในปีก่อน และจะรับรู้ผลบวกจากการขยายธุรกิจต่อเนื่อง อีกทั้งแต่ละบริษัทยังมีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


สำหรับเหตุผลที่ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำการลงทุนใน AMATA เนื่องจากการเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการลงทุนในภูมิภาคซึ่งส่งผลบวกต่อการเติบโตของ FDI และ Demand การใช้ที่ดินในรวมทั้งการเปิดนิคมใหม่ อมตะ ชลบุรี 2 บ้านบึง จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนยอดขายที่ดินในปี 2567 ตามเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 1,800 ไร่ ซึ่งในไตรมาส 1/67 ทำได้ 17% ของเป้า


ปัจจุบัน Backlog ของ AMATA แข็งแกร่งถึง 14,000 ล้านบาท ประมาณ 13% เป็นยอดจากเวียดนาม ส่วนที่เหลือมาจากไทยคาดประมาณ 6,000 ล้านบาท จะบันทึกรายได้ในปีนี้ และจะหนุนให้ผลประกอบการของไตรมาสที่เหลือของปีดีขึ้นเป็นลำดับ โดยปี 2567 คาดมีรายได้รวม 11,037 ล้านบาท โต 16% และกำไรสุทธิ 2,239 ล้านบาท โต 18.8% จากปีก่อน โดยให้คำแนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 29.10 บาท


ส่วน AU คาดกำไรไตรมาส 2/67 เติบโตดีทั้งจากไตรมาส 2/66 และ 1/67 แรงหนุนจาก 1) การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม หลังปีนี้มีอากาศร้อนจัด ลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นตามธุรกิจท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว อีกทั้งบริษัทยังเปิดตัวเมนูใหม่และผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งมีกระแสตอบที่ดี 2) การรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่เปิดต่อเนื่องและการบริหารต้นทุนได้ดี และ 3) เกิดผลประหยัดต่อขนาดเพิ่มขึ้นจากมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นและลูกค้ามาทานที่ร้านมากขึ้น


ฝ่ายวิเคราะห์มองกำไรยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยปี 2567 คาดกำไรยังเติบโต 20% จากปีก่อน ขณะที่ Valuation ไม่แพง ปัจจุบันซื้อขายที่ PER และ PBV 67F ระดับ 29.9 เท่า และ 6.3 เท่า คาดจะช่วยป้องกัน downside ของราคาหุ้น โดยให้คำแนะนำ Outperform ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่หุ้นละ 11 บาท และคาดให้ Div Yield ปีนี้ราวละ 3%


KLINIQ ฝ่ายวิเคราะห์คาดไตรมาส 2/67 – 4/67 กำไรจะเพิ่มขึ้นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ในอัตราเติบโตที่ดีขึ้นทุกไตรมาส จากกระแสความต้องการดูแลตัวเองที่มีมากขึ้น การเพิ่มบริการใหม่ๆ และการรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ อีกทั้งผลการดำเนินงานของศูนย์ศัลยกรรมคาดจะดีขึ้นตามลำดับ หลังมีกระแสตอบรับที่ดี ทำให้ปี 2567 คาดกำไรเติบโต 12.5% จากปีก่อน


นอกจากนี้ยังมีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงบน ซึ่งเน้นมาตรฐานให้บริการเป็นสำคัญ จึงทำให้มีศักยภาพเติบโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน อีกทั้งมอง Valuation ไม่แพง ปัจจุบันซื้อขายที่ PER และ PBV 67F ระดับ 28.5 เท่า และ 5.3 เท่า ให้คำแนะนำ Outperform ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่หุ้นละ 46 บาท และคาดให้ Div Yield ปีนี้ราวละ 3.5%


TPAC ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรไตรมาส 2/67 เติบโตดี ทั้งจากไตรมาส 2/66 และ 1/67 แรงหนุนจาก 1) การเติบโตของยอดขาย จากสัญญาณฟื้นตัวของความต้องการบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะในอินเดีย (46% ของรายได้รวม) ที่ผ่านฤดูฝนไปแล้ว และการเพิ่ม utilization rate เครื่องจักรใหม่ประสิทธิภาพสูงที่นำเข้าจากยุโรป 2 เครื่อง จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจในไทย (28% ของรายได้รวม) คาดจะเห็นความคืบหน้าโครงการใหม่เพิ่มขึ้น


ฝ่ายวิเคราะห์กำไรยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยปี 2567-2568 คาดกำไรยังทำสถิติสูงสุด โดยเติบโต 2% และ 6.8% จากปีก่อน ขณะที่ Valuation ไม่แพง ปัจจุบันซื้อขายที่ PER และ PBV 67F ระดับ 9.8 เท่า และ 1.4 เท่า ให้คำแนะนำ Outperform ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่หุ้นละ 21.4 บาท และคาดให้ Div Yield ปีนี้ราว 4%


สุดท้าย TNP ฝ่ายวิเคราะห์คาดไตรมาส 2/67 กำไรจะเติบโตทั้งจากไตรมาส 2/66 และ 1/67 ปัจจัยหนุนจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม หลังตลาดท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง อีกทั้งยังจะรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นและคุมค่าใช้จ่ายได้ดีคาดทำให้มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าสูงขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาด หนุนให้มาร์จิ้นปรับตัวสูงขึ้น


อีกทั้ง TNP ยังเป็นหุ้นค้าปลีกตัวเล็กที่ได้อานิสงส์บวกโดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาล โดยปี 2567 คาดกำไรเติบโต 11% จากปีก่อน ซึ่งยังไม่รวมมาตรการแจกเงินดิจิทัล โดยหากดำเนินการได้จะเป็น Upside ต่อกำไรไตรมาส 4/67 และปี 2568 ส่วน Valuation ไม่แพง ปัจจุบันซื้อขายที่ PER และ PBV 67F ระดับ 17.0 เท่า และ 2.4 เท่า ให้คำแนะนำ Outperform ประเมินราคาเป้าหมายไว้ 4.50 บาท และคาดให้ Div Yield ปีนี้ราวละ 2.5%