Official Update :

จัดอันดับ 10 หุ้น SET100 ราคาร่วงแรงสุดตั้งแต่ต้นปี

ด้วยภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนจากปัจจัยกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้หุ้นขนาดใหญ่หลายหลักทรัพย์ถูกเทขายจนราคาปรับตัวลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่กระทบความเชื่อมั่นและสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน จนราคาหุ้นบางกลุ่มปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน วันนี้ Wealthy Thai จึงได้สำรวจ 10 หุ้นที่ราคาร่วงแรงมากที่สุดในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 มานำเสนอ


จากการสำรวจข้อมูลหุ้นกลุ่ม SET100 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 6 มิ.ย. 67 พบว่า หุ้นที่ราคาปรับตัวลงมากที่สุด คือ NEX โดยราคาลดลง 71.20%, รองลงมาเป็น BYD ราคาหุ้นลดลง 54.87%, ถัดมาเป็น EA ราคาหุ้นลดลง 51.64%, JMT ราคาหุ้นลดลง 41.57%, ORI ราคาหุ้นลดลง 39.64%, RBF ราคาหุ้นลดลง 34.25%, BTS ราคาหุ้นลดลง 31.86%, THG ราคาหุ้นลดลง 31.34%, JMART ราคาหุ้นลดลง 30.64% และ FORTH ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 30.64%


ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานและคำแนะนำการลงทุน Wealthy Thai ขอยกตัวอย่าง NEX นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในปี 2567 สมมติฐานการส่งมอบรถ EV ของฝ่ายวิเคราะห์อยู่ที่ 3,000 คัน (ต่ำกว่าเป้าหมายของ NEX ที่ 5,556 คันอยู่มาก) การคาดการณ์ที่ลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 มาจากส่วนแบ่งกำไรจาก AAB น้อยลง ทำให้ปรับลดประมาณการกาไรปีนี้ลงอีก 19% มาอยู่ที่ 574 ล้านบาท ลดลง 21% จากปีก่อน เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการส่งมอบรถ EV และแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่อ่อนแอ


ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับลด PER ลงเหลือ 16 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ 1.5SD ซึ่งโดยปกติ NEX จะซื้อขายอยู่ระหว่างค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 1SD) ดังนั้นจึงปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 4.40 บาท และปรับคำแนะนำเป็น ถือ ราคาหุ้น NEX ที่ปรับตัวลงแรงเป็นผลจากความกังวลของตลาดมากเกินไป แม้หลังการปรับลดประมาณการกำไร ราคาหุ้นที่ลงมาได้สะท้อนไปแล้วแต่ยังต้องรอจังหวะที่เหมาะสมซึ่งเวลาที่ดีในการเข้าซื้อคือรอหลังผลประกอบการไตรมาส 2/67


ส่วน EA นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เบื้องต้นคาดกำไรไตรมาส 2/67 ที่ระดับ 900-1,000 ล้านบาท ฟื้นตัวจากไตรมาส 1/67 หลังได้แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและปริมาณการส่งมอบ EV ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับไปที่ราว 400-450 คัน แต่ยังลดลงจากไตรมาส 2/66 จากผลกระทบของ Adder ที่หมดอายุและปริมาณการส่งมอบ EV ที่ลดลงจากฐานที่สูงในปีก่อน


ฝ่ายวิเคราะห์ปรับกำไรปี 2567-68 ลงเป็น 5,779 ล้านบาท และ 4,912 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนการเติบโตของธุรกิจแบตเตอรี่และ EV ที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า รวมถึงปรับราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ลงเป็น 31 บาท หุ้นมี Upside คาดการฟื้นตัวในระยะกลาง-ยาวจะยังคงถูกกดดันจากกำไรที่ยังลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จึงคงคำแนะนำ เก็งกำไร


สุดท้าย JMT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาดผลประกอบการไตรมาส 2/67 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1/67 เนื่องจากมองภาพรวมของความสามารถในการจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพยังคงอ่อนแอตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ยังลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานกำไรที่สูงในไตรมาส 2/66 โดยคาดว่าจะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการที่สถาบันการเงินนำหนี้ออกมาประมูลขายมากขึ้น


อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์มีการปรับประมาณการกำไรปี 2567-2569 ลงเฉลี่ย 13% มาอยู่ที่ 1,996 ล้านบาท 2,503 ล้านบาท และ 2,694 ล้านบาท ตามลำดับ และปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 26 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ เนื่องจากการจัดเก็บที่ทำได้ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 1/67 ขณะที่ระยะสั้นยังไม่เห็นสัญญาณที่ฟื้นตัว โดยราคาหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างมากจากช่วงต้นปี ซึ่งมองว่าได้สะท้อนปัจจัยลบเกี่ยวกับความสามารถในการจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทไปมากแล้ว