Official Update :

โบรกฯ แนะ “ขาย” KEX ชี้แผนเพิ่มทุน อาจช่วยสภาพคล่อง-ทนขาดทุนได้นานขึ้น แต่ธุรกิจขนส่งยังแข่งเดือด กดดันการฟื้นตัว

จากกรณีวานนี้ (14 มิ.ย. 67) KEX หรือ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกาศแผนเพิ่มทุนด้วยการออกหุ้นใหม่ 2,812.5 ล้านหุ้น เสนอขายผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อให้ได้เงินสด 9 พันล้านบาท มาชำหระหนี้เงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน ฟากนักวิเคราะห์มีมุมมองเป็นลบ คาดปี 67-69 ขาดทุนต่อเนื่อง ธุรกิจขนส่งด่วนแข่งขันรุนแรง ให้คำแนะนำ “ขาย”


นักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ระบุว่า KEX ประกาศถึงแผนการเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นใหม่ 2,812.5 ล้านหุ้น (เทียบกับ 1,742.6 ล้านหุ้นที่มีอยู่) เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 0.6196 หุ้นเดิมต่อหนึ่งหุ้นใหม่ ซึ่งแผนดังกล่าวจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในวันที่ 25 ก.ค. 67 โดยราคา RO กำหนดไว้ที่ 3.20 บาท/หุ้น


โดยกำหนดราคาเสนอขาย อ้างอิงส่วนลดประมาณ 12.33% ของราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นของบริษัท ในระหว่างวันที่ 4-12 มิ.ย. 67 แผนดังกล่าวจะเพิ่มเงินสดเข้าบริษัทจำนวน 9 พันล้านบาท โดยผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่ (XR) คือวันที่ 1 ส.ค. 67 และใช้สิทธิวันที่ 21 - 27 ส.ค. 67


สำหรับเงินที่ได้จะถูกนำไปใช้ภายในปี 2567-2568 ซึ่ง KEX น่าจะชำระคืนเงินกู้ทั้งหมดจำนวน 3.24 พันล้านบาท โดยคาดว่า 36% ของเงินที่ได้ จะใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางการเงินของบริษัท และเพื่อรักษาความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนในอนาคต อีก 5.76 พันล้านบาท


ส่วนอีก 64% ของเงินที่เหลือ จะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อยานพาหนะขนส่งบำรุงรักษาอุปกรณ์ใช้งาน เสริมสภาพคล่องของบริษัท และเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการลงทุนที่จำเป็นสำหรับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


ทั้งนี้ KEX ขาดทุนตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ฐานทุนของ KEX ลดลงจาก 9.3 พันล้านบาท เป็น 1.4 พันล้านบาท ในไตรมาส 1/67 ขณะที่เงินสดในมืออยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท โดยมี EBITDA ติดลบ 552 ล้านบาท ในไตรมาส 1/67 หากไม่มีการเพิ่มทุนดังกล่าว ฐานทุนของ KEX จะกลายเป็นลบในครึ่งหลังปี 2567 การเพิ่มทุนนี้จำเป็นสำหรับ KEX เพื่อปรับปรุงสถานะทางการเงิน และช่วยให้สามารถทนต่อการขาดทุนได้นานขึ้น เนื่องจากปริมาณขนส่งยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน ฝ่ายวิเคราะห์จึงคาดว่าจะขาดทุนจำนวนมากที่ 3.9 พันล้านบาท, 2.8 พันล้านบาท และ 2.4 พันล้านบาท ในปี 2567-2569


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมองลบต่อธุรกิจจัดส่งด่วนแบบ Last-mile Express ของประเทศไทย ที่มีการแข่งขันที่ดุเดือด คู่แข่งอย่าง Flash Express และ Shopee Express ยังคงได้รับการสนับสนุนทางการเงินที่แข็งแกร่งจากผู้ถือหุ้นกระเป๋าหนักเพื่อต่อสู้กับศึกครั้งนี้ ร่วมถึงไปรษณีย์ไทย


ราคาเป้าหมายก่อนวันที่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่ SOTP ของฝ่ายวิเคราะห์อยู่ที่ 2.50 บาท เมื่อจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ราคาเป้าหมาย SOTP (หลัง XR) ของจะเท่ากับ 1 บาทหุ้น ยังคงคำแนะนำ "ขาย"