Official Update :

รมว.คลัง เล็งฟื้น “กองทุนวายุภักษ์“ พร้อมปรับเงื่อนไขกองทุน Thai ESG คาดชงครม. ภายใน 2 สัปดาห์ ดึงเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้น

กระทรวงการคลัง ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมแถลงมาตรการขับเคลื่อนตลาดทุน


โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาการจัดตั้ง “กองทุนวายุภักษ์“ รูปแบบใหม่ ซึ่งมีการการันตรีผลตอบแทนขั้นต่ำและขั้นสูงสุดต่อปี แต่ไม่มีผลตอบแทนทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจและดึงดูดการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น


ขณะที่ รศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ยังมีแนวทางการปรับ เงื่อนไขกองทุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีในปัจจุบัน คือ กองทุน Thai ESG ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการส่งเสริมการออม ผ่านการลงทุนในตลาดหุ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ระดมทุน ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยเพิ่มวงเงินการซื้อสูงสุดเป็น 300,000 บาท จากเดิมอยู่ที่ 100,000 บาท และปรับระยะเวลาถือครองเหลือ 5 ปีจากเดิมที่ 8 ปี รวมถึงขยายกรอบหุ้นที่เข้าเกณฑ์ CG-ESG Bonud- GREEN TOKEN เพิ่มเติม โดยประเมินว่าจะมีจำนวนหุ้นที่สามารถลงทุนได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 200 หุ้น จากเงื่อนไขเดิมที่มีจำนวนหุ้นราว 128 หุ้น


ทั้งนี้ คาดว่ากองทุน Thai ESG เงื่อนไขใหม่จะสามารถนำเสนอให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาได้ในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์หลังจากนี้ และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในอีก 2 เดือนนับจากนี้หรือประมาณไตรมาส 3/67 โดยกองทุน ThaiESG เงื่อนไขใหม่จะมีผลย้อนหลังสำหรับผู้ที่ซื้อตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป


อย่างไรก็ตามคาดว่าการปรับเงื่อนไขกองทุน Thai ESG จะ สามารถระดมเม็ดเงินได้ราว 30,000 ล้านบาท (5 เดือน) ภายในปีนี้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น


นอกเหนือจากการส่งเสริมการออมแล้ว สำนักงานก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต และโปรแกรมเทรดดิ้งต่อเนื่อง ได้แก่ คุณสมบัติของหุ้นที่ขายชอร์ตได้ ราคาในการขายชอร์ต การขึ้นทะเบียนผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายด้วย HFT การเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสม เพื่อยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขาย และเพิ่มความเชื่อมั่นผู้ลงทุน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 67 เป็นต้นไป


อีกทั้งยังมีการเพิ่มมาตรการกำหนดเวลาขั้นต่ำของ order ก่อนที่จะสามารถยกเลิกคำสั่ง (Minimum Resting Time) และกำหนดความเร็วขั้นต่ำเพิ่มเติม ซึ่งจะเริ่มในไตรมาส 3/67 (ไม่กระทบกับนักลงทุนทั่วไป) อีกด้วย


นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาตลาดทุนยังรวมไปถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure : DIF) เพื่อยกระดับตลาดทุนดิจิทัล และรองรับ tokenized securities โดยการพัฒนาระบบ DIF และผลักดันการแก้ไขกฎหมาย digital/ tokenized securities ซึ่งคาดหวังว่าจะชัดเจนในไตรมาส 1/68 ตลอกจนการส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อาทิ สนับสนุนการใช้ investment token, สนับสนุนการนำ blockchain มาใช้ tokenize carbon credit ฯลฯ


“การแถลงความร่วมมือในวันนี้นอกจากจะมีมาตรการเชิงบวกอย่างการปรับเงื่อนไขกองทุน ThaiESG ที่คาดหวังว่า จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาบาลานซ์ตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังมีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามต้องคอยติดตามว่ามาตรการที่ออกมาจะเป็นอย่างไร” รศ.ดร.พรอนงค์ กล่าว