เปิดสถิติ 10 ปี Window Dressing เกิดจริง ชี้เป้าหุ้นเด่น ลุ้นรับอานิสงส์ปีนี้
Window Dressing เป็นเหตุการณ์ที่นักลงทุนมักเชื่อว่าผู้จัดการกองทุนหรือนักลงทุนสถาบัน จะซื้อหรือขายหุ้นในช่วงก่อนสิ้นไตรมาส เพื่อทำให้ผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนดูดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และไตรมาส 4 เนื่องจากจะเป็นไตรมาสที่มีการสรุปตัวเลขผลการดำเนินงานไปนำเสนอให้กับลูกค้า แล้วในปี 2567 มีโอกาสที่จะเกิด Window Dressing ขึ้นหรือไม่ และหากเกิดขึ้นจริง หุ้นกลุ่มไหนจะเป็นเป้าหมายการลงทุน Wealthy Thai อยากชวนแฟนเพจมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า สถิติผลตอบแทนของ SET Index ช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของไตรมาส 2 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.1% ด้วยความน่าจะเป็น 50% แต่ Fund Flow จากนักลงทุนสถาบันเป็นยอดซื้อสุทธิเฉลี่ยราว 1,740 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหุ้นที่มีโอกาสได้แรงหนุนจาก Fund Flow ควรจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ที่นักลงทุนสถาบันมักจะให้น้ำหนักมากกว่าหุ้นขนาดเล็ก และเป็นหุ้นที่ outperform ตลาดเมื่อเทียบตั้งแต่ช่วงต้นปี ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงศึกษาสถิติหุ้นในดัชนี SET100 พบว่าหุ้นที่ outperform SET Index ในช่วงต้นปีของปีนั้นๆ ก่อนจะถึง 5 วันทำการสุดท้ายของไตรมาส 2 มักจะให้ผลตอบแทนดีกว่า หุ้นที่ underperform SET Index ในช่วงต้นปีของปีนั้นๆ ก่อนจะถึง 5 วันทำการสุดท้ายของไตรมาส 2 ถึง 8 ใน 10 ปี
ดังนั้นเมื่อประเมินหุ้นใน SET100 ที่ Outperform SET Index (-7.7% YTD) ในปีนี้จะได้หุ้นทั้งหมด 45 หลักทรัพย์ โดยหุ้นเด่น สำหรับเก็งกำไรในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของไตรมาส 2/67 ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการ Uptick Rule ที่จะเริ่มใช้ วันที่ 1 ก.ค. 2567 โดยหุ้นดังกล่าวมีโอกาสถูกซื้อคืนในลักษณะ Short Covering หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้จาก Fund Flow ของนักลงทุนสถาบัน
สำหรับหุ้นที่ฝ่ายวิเคราะห์เลือกได้แก่ TOP, BEM, SPRC, OSP, MINT, STA, SCGP, CPALL และ RCL อย่างไรก็ดี แม้สถิติจะสะท้อนว่าหุ้นที่ Outperform มักปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของไตรมาส 2 แต่การมีมาตรการ Uptick Rule ทำให้หุ้นที่ Underperform แต่มีสถานะชอร์ตคงค้างในระดับสูง ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น HANA, BANPU, IVL และ GPSC
ส่วนปัจจัยพื้นฐานของ TOP นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายปี 68 ที่ 64.30 บาท จาก TSR ที่ 29% และ GRM ที่คาดว่าจะฟื้นตัวภายในเดือน ก.ค. นี้ แม้ว่าโครงการ CFP จะเกินงบประมาณ 10% แต่บริษัทยังคง SCOD ในไตรมาส 1/68 และคาดว่าจะดำเนินการทดสอบเดินเครื่อง CDU และ RHCU ภายในปีนี้ คาดกำไรขั้นต้นจะฟื้นตัวจากการลดกำลังการผลิตของโรงกลั่นในภูมิภาค ท่ามกลางอุปสงค์ตามฤดูกาลที่สูงขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ แนวโน้มที่แข็งแกร่งสำหรับ PX มาจากอุปทานที่ตึงตัวมากขึ้น ปรับประมาณการกำไรปี 67 เป็น 1.54 หมื่นล้านบาท ลดลง 20.57%
ถัดมา BEM นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11.60 บาทและเลือก BEM เป็น Top Pick ของกลุ่ม Transport & Logistics จากการปลดล็อก Upside Risk ของรถไฟฟ้าสายสีส้ม และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/67 ที่คาดเติบโตต่อเนื่อง รวมถึง Downside Risk ที่เริ่มจำกัดจากโครงการซื้อหุ้นคืน ประเมินกำไรปี 67 ที่ 3.96 พันล้านบาท โต 13.85%
SPRC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 10.80 บาท จากค่าการกลั่นช่วง 3 เดือนข้างหน้าดูเด่นกว่าคู่แข่งเพราะได้ประโยชน์สูงจากการเข้าสู่ US Driving Season, มี Catalyst สำคัญจากการเปิดใช้งานท่อ SPM, ปัจจุบันซื้อขายบน PBV ไม่แพงที่ 0.8 เท่า คาดผลประกอบการปี 67 จะพลิกเป็นกำไรที่ 5.54 พันล้านบาท ทำให้สามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลได้ โดยราคาปัจจุบันให้ Dividend Yield สูง 6-8% ต่อปี
OSP นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” OSP ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 26 บาท เพื่อสะท้อนมุมมองบริษัทที่คาดว่ายอดขายไตรมาส 2/67 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทำให้ปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นปี 67 ขึ้น ซึ่งจะทำให้กำไรจากธุรกิจหลักในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.83 พันล้านบาท โต 18%
MINT นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดกำไรปกติเติบโตโดดเด่นในไตรมาส 2-3/67 ทำให้คงประมาณการกำไรปี 2567-2568 ที่ 8.1 พันล้านบาท โต 13% และ 9.5 พันล้านบาท โต 17% ตามลำดับ คงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเหมาะสมปี 2567 ที่ 39 บาท
STA นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/67 ที่ 294 ล้านบาท พลิกกลับมามีกำไรได้ในรอบ 5 ไตรมาส มีปัจจัยหนุนหลักจากราคาขายเฉลี่ยยางและถุงมือยางที่สูงขึ้นหนุนอัตรากำไรขั้นต้น ส่วนประเด็นสหรัฐขอ “อียู” ชะลอ EUDR จะเป็น Sentiment เชิงลบให้กับ STA แต่หากไม่รวม EUDR อุตสาหกรรมยางยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและดีสุดในรอบหลายปี ประเมินราคาเหมาะสมของกรณีไม่มี EUDR อยู่ที่ 25 บาท ดังนั้นราคาหุ้นที่ลงแรงอาจเป็นโอกาสเข้าสะสม
SCGP นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดกำไรปกติในช่วงที่เหลือของปีสามารถเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้ทุกไตรมาสตามปริมาณขาย Packaging Paper และอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัว ปรับกำไรปี 67-68 ขึ้นเป็น 6.76 พันล้านบาท โต 28% และ 7.33 พันล้านบาท โต 8% ตามลำดับ ให้คำแนะนำจาก “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 41 บาท
CPALL นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 78 บาท โดยเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นเพื่อสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และแนวโน้มที่สดใส จากแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น คาดกำไร CPALL จะเติบโตแข็งแกร่งทุกไตรมาส ส่งผลกำไรปี 67 เพิ่มขึ้นเป็น 2.27 หมื่นล้านบาท โต 24% ซึ่งสถิติสูงสุดใหม่
สุดท้าย RCL นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) คำแนะนำ “ถือ” พร้อมคงเป้าหมายที่ 33 บาท และคงประมาณการกำไรปี 67 ที่ 3.4 พันล้านบาท โต 100% โดยได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนเส้นทางและความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มอุปสงค์ในปีนี้เป็นอย่างมาก และคงประมาณการกำไรปี 68 ที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 59% เพื่อสะท้อนแนวโน้มอุปทานเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุปสงค์ที่หดตัวในปีหน้า

