7 หุ้น สุดปังในตลาดหุ้น mai ราคาแบบนี้ ยังน่าสนใจหรือไม่?
บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าจากกรณีที่ผลประกอบการไตรมาส 1/64 ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ mai ส่วนใหญ่ออกมาสวย เพิ่มขึ้น 745% จากปีก่อน อยู่ที่2,507 ล้านบาท เพราะฐานปีก่อนต่ำ จาก COVID-19 ระบาดรอบแรก ซึ่งน่าจะเห็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2/64 ด้วยเช่นกัน เพราะฐานกำไรในไตรมาส 2/63 แย่กว่า ไตรมาส 1/63
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ mai หลายตัวปรับขึ้นมามาก จนแทบไม่เหลือความถูกเมื่อเทียบกับ SET Index ทั้งในเชิงของ index performance และ Valuation รวมถึงปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราเชื่อว่าหุ้นใน mai ถูกผลักดันด้วยเม็ดเงินในประเทศเป็นหลัก
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 2/64 จึงต้องคัดเลือกหุ้นด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเน้นเฉพาะบริษัทที่เรามั่นใจว่ากำไรในช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน และให้น้ำหนักการลงทุนเพียงเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งเราคัดเลือกได้ 7 หุ้นเด่น คือ IMH, NDR, TAPAC, AUCT, STI, MOONG, ITEL
ทั้งนี้กำไรบริษัทจดทะเบียน mai โตเด่นเมื่อเทียบกับไตรมาส4/63 และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นผลผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่คลายตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่ช่วงปลายไตรมาสถูกกระทบจากการใช้มาตรการLockdown ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ mai น่าสนใจน้อยลง แต่ยังพอมีตัวเลือกให้ลงทุนได้ความน่าสนใจของหุ้นใน mai เมื่อพิจารณาจาก Valuation และ Index Ratio ถือว่าเหลือน้อยลง หลังจากที่ mai Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่า 55% นับตั้งแต่ 1 ม.ค. 63 ที่เป็นช่วงก่อนถูกกระทบจาก COVID-19
ขณะที่ SET Index เพิ่งพื้นกลับมาที่จุดเดิม สะท้อน mai Index ที่ Outperform SET Index ค่อนข้างมาก โดย Index Ratio ระหว่าง mai :SET อยู่ที่ 0.30 เท่า เท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงแทบไม่เหลือความน่าสนใจ ในการเก็งกำไรในฐานะ laggard play เหมือนช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา
นอกจากนี้ PBV Spread (mai - SET) ก็กว้างขึ้นเป็น 0.7 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังที่ 0.8 เท่า สะท้อนความน่าสนใจในเชิง Valuation ที่เหลือน้อยลงเช่นกัน ปัจจัยเดียวที่พอจะขับเคลื่อนหุ้นใน mai ได้คือสภาพคล่องในเทศที่อยู่ในระดับสูง (สมมติฐานของเราคือ หุ้นใน mai มาจากแรงซื้อของนักลงทุนรายบุคคลในประเทศเป็นหลัก)
โดยอัตราส่วนระหว่างปริมาณเงิน M2 ต่อ Market Cap. ของ mai อยู่ที่ 76 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ 65 เท่า ถือว่ายังมีช่องว่างให้ mai ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกราว 10-15% แต่จะปรับขึ้นได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการควบคุม COVID- 19 และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศด้วย
สำหรับธุรกิจที่เรามองว่าโดดเด่นคือกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม บริการ และเทคโนโลยี ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เราเน้นหุ้นที่ผลประกอบการมีโอกาสโตเมื่อเทียบกับปีก่อนและได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศจำกัด รวมถึงหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวซึ่งได้แก่ IMH, NDR, TAPAC, AUCT, STI, MOONG, ITEL
โดยให้น้ำหนักในการลงทุนเพียงเก็งกำไรระยะสั้นและมีจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจน ด้วยเหตุผลที่เราขอย้ำอีกครั้งว่าUpside ของ mai โดยภาพรวมเหลืออีกไม่มากเมื่อเทียบกับ SET INDEX, ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ, และ Valuation ของตัวเอง
สำหรับธีมการลงทุนและแนวโน้มราคาแนวรับแนวต้านของหุ้นในแต่ละตัวนั้น ทางบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า ได้ระบุไว้ดังนี้ เริ่มที่ IMH ธีมการลงทุนคือ แนวโน้มกำไรช่วงที่เหลือของปีจะโตแรงเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะรับรู้กำไรจากธุรกิจโรงพยาบาล และได้แรงหนุนจากบริการตรวจ ประกอบกับรักษา และตรวจภูมิคุ้มกันจาก COVID-19 ซึ่งวางกรอบราคาแนวรับ5.85-6.00 บาท และแนวต้านที่ 7.00-7.50 บาท
ขณะที่ NDR มุมมองพื้นฐานคาดกำไรในช่วงที่เหลือของปีโตจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในระดับสูง ส่วนปีหน้าจะรับรู้กำไรจากการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มปี โดยแนวรับราคา 2.80-3.00 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 3.50-4.00 บาท
ส่วน TAPAC จะมีประเด็นบวกจากกำไรธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและพลาสติกขึ้นรูปกลับมาเติบโต อีกครั้งจากความต้องการชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสงู ขณะที่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสวีเดนกลับมาเร่งตัวจากการคลาย Lockdown กรอบราคาแนวรับอยู่ที่ 4.00-4.30 บาท และแนวต้าน ที่6.00-6.50 บาท
ด้าน AUCT คาดกำไรสุทธิปีนี้โต 28% จากปีก่อน อยู่ที่ 291 ล้านบาท จากการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการประมูล และการปรับรูปแบบมาประมูลผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นซึ่งระดับราคาแนวรับอยู่ที่ 10.00-10.50 บาท และแนวต้าน ที่ราคา12.00-13.00 บาท
ฝั่งของ STI การรับรู้รายได้ยังสามารถทำได้ปกติแม้ถูกกระทบจาก COVID19 ขณะที่ งานใหม่กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จากการเร่งประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทำให้กำไรจากบริษัทลูกจะโตอย่างก้าวกระโดดตลอด 2 ปีข้างหน้า โดยมีกรอบราคาแนวรับอยู่ที่ 7.80-8.20 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 9.50-10.00 บาท
สำหรับ MOONG ผลจากการออกสินค้าใหมแต่ละการลดต้นทุนอย่างต่อ เนื่องทำให้ผลประกอบการกลับมาโต แม้จะถูกกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ราคาปัจจุบันซื้อ ขายบน PER เพียง 12 เท่า ขณะที่กรอบ ราคาแนวรับอยู่ที่ 4.80-5.10 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 5.80-6.00 บาท
ปิดท้ายกันที่ ITEL คาดกำไรในช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการทยอยส่ง มอบงานในมือ และการได้รับงานใหม่อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรอบราคาแนวรับ อยู่ที่ 3.80บาท และแนวต้านอยู่ที่ 4.00 5.00-6.00 บาท

