เทียบฟอร์ม SEAFCO vs PYLON ผลงานปีนี้ใครจะเด่นกว่ากัน
ในวันที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสของเชื้อไวรัสโควิด19 ในประเทศไทยเริ่มที่จะลดตัวลง เพราะแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มเกิดขึ้นจากการทยอยฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศไทย ซึ่งยอดตัวเชขของการฉีดวัคซีน (เข็มแรก) เพิ่มขึ้นจากระดับแสนคนเป็นระดับล้านคน ประกอบกับตัวยาวัคซีนเริ่มมีการนำเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นจึงทำให้เกิดกิจกรรมต่างๆทางเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การปิดล็อคสถานที่ต่างๆในหลายๆจังหวัดที่ไม่ได้เป็นพื้นที่เสี่ยง การลงทุนของภาครัฐจึงเกิดขึ้นให้เห็น โดยเฉพาะการทยอยเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่นระบบขนส่งทางราง และทางด่วน
โดยส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในประเทศกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวากันอีกครั้ง หลังจากที่หลายๆโครงการต้องหยุดชะงักล่าช้ากว่าแผนเดิมไป ซึ่งล่าสุดเองภาครัฐได้เปิดประมูลโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. จำนวน 3 สัญญา รวมวงเงิน 72,920 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการประมูล ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังเตรียมจะเปิดประมูล
ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของกลุ่มผู้ประกอบการรับเหมาของไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สดใสดีดแรงวิ่งคึกรับข่าวการเปิดประมูล เช่น STCE,CK,ITD,UNIQ,NWR แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีงานก่อสร้างแล้ว กลุ่มผู้รับเหมาขนาดกลางที่ทำธุรกิจเสาเข็มเจาะที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 2 บริษัทได้แก่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO และบริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON ก็จะได้รับผลดีไปด้วย
ทั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาวิเคราะห์ข้อมูลเทียบความสามารถ เทียบฟอร์มข้อมูล และตัวเลขสำคัญรวมถึงความน่าสนใจที่มีผลต่อปัจจัยบวกของหุ้น SEAFCO กับ PYLON ผ่านมุมมองของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์และบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร
เริ่มกันที่ SEAFCO หรือ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) มีฐานะเป็นผู้รับก่อสร้างงานเสาเข็มเจาะ งานฐานรากและงานโยธาทั่วไป โดยรับงานทั้งจากภาคราชการและภาคเอกชน และสามารถรับงานโดยตรงจากเจ้าของโครงการหรือรับงานช่วงต่อ (Sub-contract) จากผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก (Main Contractor)
ภาพรวมของบริการของ SEAFCO สามารถสรุปได้ดังนี้ 1.งานเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) 2.งานกำแพงกันดิน (Diaphragm Wall) 3. งานก่อสร้างโยธา ซึ่งรวมถึงงานฐานรากต่างๆ และงานก่อสร้างอาคาร 4. งานบริการทดสอบต่างๆ
โดยผลประกอบการของ SEAFCO ที่มาในปี 63 สะท้อนให้เห็นแล้วว่า อาจจะได้รับผลกระทบจากกการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้ยอดตัวเลขการรับงานใหม่ของบริษัทปรับลดลง ขณะที่ นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ SEAFCO ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (backlog) ทั้งสิ้น 1,616 ล้านบาท และมีงานที่ยื่นประมูลไปแล้ว 2,121 ล้านบาท โดยงานที่ประมูลนั้นยังไม่รวมงานภาครัฐเมกะโปรเจ็กของภาครัฐ สำหรับงานที่ยื่นไปแล้วแบ่งเป็นเป็นงานภาคเอกชน 1,469 ล้านบาท งานภาครัฐ 651 ล้านบาท ทาง SEAFCOคาดหวังได้งาน 600 กว่าล้านบาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/64 จะคงที่จากไตรมาสก่อน หลังจากที่การก่อสร้างของ Central Embassy ยังไม่เริ่มต้น ด้านอัตรากำไรคาดว่าคงที่จากการแข่งขันที่สูง แต่อย่างไรก็ตามการก่อสร้างที่เริ่มในเดือน มิ.ย. จะเป็นปัจจัยหนุนการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 64 ส่วนในด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นไม่มีผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากมีการล็อคต้นทุนไว้แล้ว และจะไม่มีผลกระทบหากการก่อสร้างไม่ล่าช้า แนะนำให้ “ถือ’ โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 5.00 บาท อิง PER ที่ 16.7 เท่า
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คงประมาณการปี 64 เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี ที่ 150 ล้านบาท ลดลง 3% YoY โดยยังคงสมมติฐานมูลค่างานลงนามสัญญาใหม่ที่ 1.5 พันล้านบาท อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 พันล้านบาทเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี กดดันโดยการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมและภาวะการลงทุนโดยรวมที่ชะลอตัว
สำหรับไตรมาส 2/64 เราคาดผลการดำเนินงานจะปรับตัวลงหนักต่อเนื่อง YoY อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการทยอยเปิดประมูลงานภาครัฐ ซึ่งล่าสุดรัฐได้เปิดประมูลโครงการรถไฟทางคู่ไปเรียบร้อยแล้ว แม้กลุ่มรับเหมาฐานรากจะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวไม่มาก แต่เรามองว่านับจากนี้ภาครัฐจะมีการทยอยผลักดันโครงการที่ค้างท่ออยู่ เช่น สายสีม่วงใต้
ดังนั้น คงคำแนะนำ “ขาย” แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 4.30 บาท (เดิม 3.30 บาท) อิง 2021E PER 21x (+0.5SD above 5-yr average PER) โดยเรา re-rate PER ขึ้นจากเดิม 16x (-0.5SD below 5-yr average PER) เพื่อสะท้อนสถานการณ์การเปิดประมูลโครงการใหญ่ที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากที่รัฐได้เปิดประมูลโครงการรถไฟทางคู่ 2 เส้นทางเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่าจะมีการทยอยผลักดันการประมูลโครงการอื่น ๆ นับจากนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วน บริษัทหลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาโดยเฉพาะผู้รับเหมางานฐานราก และคาดว่าจะเห็นการเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี 64 เช่นงาน MRT สายสีส้ม และการแจกจ่ายงานให้ผู้รับเหมาสำหรับ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินภายในไตรมาส 4/64 แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.40 บาท
สำหรับในมุมของ PYLON ที่ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานฐานราก โดยแบ่งออกเป็น 3 สายงานหลัก คือ งานเสาเข็มเจาะ งานปรับปรุงคุณภาพดินโดยวิธีการฉีดซีเมนต์ด้วยแรงดันสูง งานกำแพงกันดินชนิดไดอะแฟรม โดยนายชเนศวร์ แสงอารยะกุล ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันนี้บริษัทมีมูลค่างานในมือ 500 ล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่จากเอกชนจำนวน 2-3 โครงการ ดังนั้นจึงมองว่าแนวโน้มงานในช่วงครึ่งปีหลังจะออกมาได้เยอะกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่งานโครงการของภาครัฐที่จะมีออกมานั้น เช่นงานโครงการรถไฟความสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการทางด่วน ทำให้มองว่าผลประกอบการในปีนี้จะทำได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า งานในมือปัจจุบันของ PYLON อยู่ที่ 506.7 ล้านบาท แต่คาดจะมีงานภาครัฐเพิ่มเข้ามา เช่น ส่วนต่อขยายสายสีชมพู ภายในเร็วๆนี้ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ทางด่วนพระราม 3 - ดาวคะนอง (สัญญา 1 และ 3) และ รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ปลายปีนี้) รวมถึงสนามบินอู่ตะเภา รถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีม่วง ในช่วง 2565 ทำให้กำไรสุทธิคาดดีขึ้นในไตรมาสต่อไป และโดยเฉพาะในปี 2565
โดย แนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเหมาะสมที่ 5.50 บาท ซึ่งยังคงการประเมินเดิมอิง PER 2021F ที่ 19.2x (จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี) และแนะนำ “ซื้อ” จากอัพไซด์ที่สูง สำหรับปัจจัยเสี่ยงได้แก่ การก่อสร้างล่าช้า โครงการใหม่ๆ น้อยลง ราคาวัสดุก่อสร้าง น้ำมัน และค่าแรงเพิ่มขึ้น

