Official Update :

KTC VS AEONTS กระทบแค่ไหน ? เมื่อ ธปท. ยืดผ่อนขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% ถึงปีหน้า

ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขยายมาตรการผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% ไปจนถึงปี 2568 เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนในการบริหารหนี้สิน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยมาตรการนี้รวมถึงเครดิตเงินคืนสำหรับลูกหนี้ที่ผ่อนชำระตามเงื่อนไข และการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่ผ่อนชำระได้ต่ำกว่า 8% เพื่อป้องกันการเป็นหนี้เสีย


โดยมาตรการของ ธปท. ประกอบด้วย 1.ขยายผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ 8% จนถึงปี 2568 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปีนี้ เพื่อช่วยลดภาระการชำระหนี้และรักษาสภาพคล่องให้ครัวเรือน 2.เครดิตเงินคืน 0.75% สำหรับลูกหนี้ที่ผ่อนชำระตามเงื่อนไข ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระขั้นต่ำ 8% ขึ้นไป จะได้รับเครดิตเงินคืนทุก 3 เดือน เพื่อจูงใจให้ปิดหนี้เร็วขึ้น


และ 3.ขยายระยะเวลาปิดหนี้จาก 5 ปีเป็น 7 ปี และให้สิทธิปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่ผ่อนชำระขั้นต่ำไม่ถึง 8% โดยเปลี่ยนประเภทหนี้บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อระยะยาว ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2567


จากประเด็นข้างต้นมาตรการผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ปรับลดเหลือ 8% จนถึงปี 2568 นี้จะส่งผลกระทบต่อหุ้นบัตรเครดิตและปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ของไทยมากน้อยแค่ไหน และยังมีความน่าสนใจอยู่หรือไม่ มาอัปเดตไปพร้อมกับ Wealthy Thai ได้เลย


โดยบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้แสดงความคิดเห็นต่อมาตรการนี้ว่า การขยายเวลาการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต และการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ส่งผลลบต่อกลุ่มหุ้นบัตรเครดิต เช่น  KTC และ AEONTS  แม้ว่ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ อาจช่วยชะลอการเกิดหนี้เสีย (NPL) ได้ แต่การที่ต้องออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้ารายย่อยที่ยังช้ากว่าที่คาดการณ์ หากลูกหนี้ไม่สามารถฟื้นตัวได้ น่าจะกระทบต่อต้นทุนเครดิต (credit cost) ของผู้ประกอบการในระยะยาว


นอกจากนี้ การปรับลดดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่ผ่อนชำระขั้นต่ำ 8% ขึ้นไป อาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิจากดอกเบี้ย (NIM) ของ KTC และ AEONTS เล็กน้อยในปี 2568


ทางด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า KTC ได้รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2567 ที่ 1,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรอง (PPOP) เพิ่มขึ้น 0.8% หนุนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยและการควบคุมค่าใช้จ่าย


การตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมี Credit Cost อยู่ที่ 6.4% สาเหตุหลักมาจากการ Write-Off ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง ส่งผลให้ NPL Ratio คงที่ที่ 2% และ Coverage Ratio สูงถึง 363.2%


แนวโน้มครึ่งหลังของปี 2567 คาดว่ากำไรสุทธิจะปรับตัวดีขึ้นจากการผ่อนคลายการตั้งสำรอง และคาดว่ากำไรสุทธิปี 2567 จะอยู่ที่ 8,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ราคาหุ้น KTC ปรับตัวลงจากความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ แต่บริษัทยังคงควบคุมได้ดี แนะนำให้ "เก็งกำไร" ราคาเป้าหมาย 49 บาท เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงจากการปรับอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำในปี 2568 และมาตรการใหม่ของ ธปท.


ในส่วนของ AEONTS บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2567 สิ้นงวด เดือน พ.ค. 2567 เพียง 524 ล้านบาท ลดลง 15.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 52.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากต้นทุนเครดิตสูงถึง 9.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส ขณะที่ NPL Ratio อยู่ที่ 5.4 %


แม้กำไรสุทธิไตรมาส 2/2567 จะฟื้นตัว แต่มีโอกาสชะลอตัวในครึ่งหลังของปี ด้วยการตั้งสำรองที่สูงขึ้นจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้องปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ลง 13.9% คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 2,741 ล้านบาท ลดลง 15.9% จากปีก่อน ขณะที่ปี 2568 อัตราผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตจะเพิ่มจาก 8% เป็น 10% ตามเกณฑ์ปกติ แนะนำ "เก็งกำไร" พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายปี 2567 ลงเหลือ 139 บาท