คัด 4 หุ้นลุ้นกำไร Q2/67 โตสดใส เก็งนทท. เข้าไทย 7 เดือนทะลัก 20 ล้านคน
แนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย 7 เดือนแรกมากถึง 20 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดภายในประเทศกว่า 9.5 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวทั้งสนามบิน โรงแรม ศูนย์การค้า และโรงพยาบาล
โดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ระบุว่า จากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ออกมาเปิดเผยถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 ถึงวันที่ 28 ก.ค. 2567 มีทั้งสิ้น 20.34 ล้านคน เติบโตขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ทำรายได้ประมาณ 957,319 ล้านบาท
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย สำหรับนักท่องเที่ยวจีนนั้นมีจำนวนสูงกว่า 4 ล้านคน
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวมีการเติบโตขึ้น 1.04% (WoW) ได้แรงหนุนจาก school and summer holiday และเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของตะวันออกกลาง ดังนั้น จึงมองเป็นบวกกับกลุ่มท่องเที่ยว, สายการบิน, และโรงพยาบาลอย่าง BH
อย่างไรก็ดี จากการสำรวจข้อมูลของ Wealthy Thai พบว่ามี 4 หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาลที่มีความน่าสนใจในแง่ของการทำกำไรในช่วงไตรมาส 2/67 ได้อย่างโดดเด่น จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งได้แก่
1.บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC โดยบล.กสิกรไทย คาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 2/67 จะอยู่ที่ 135 ล้านบาท เติบโต 66.6% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน แต่ลดลง 80.1% จากไตรมาสก่อน โดยให้แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 6.19 บาท
2.บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL บล.กสิกรไทย คาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 2/67 จะอยู่ที่ 265 ล้านบาท เติบโต 119% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน แต่ลดลง 64.9% จากไตรมาสก่อน โดยให้แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 39.66 บาท
3.บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 2/67 จะอยู่ที่ 1.89 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน แต่ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน โดยให้แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายที่ 310 บาท
4.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด คาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 2/67 จะอยู่ที่ 3,366 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน แต่ลดลง 17.4% จากไตรมาสก่อน โดย บล.เอเอสแอล แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 35.00บาท
อย่างไรก็ตาม หุ้นทั้ง 4 ตัวนี้ เป็นเพียงการคัดเลือกมานำเสนอในแง่มุมของตัวเลขคาดการณ์ผลกำไรจากนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะมีการเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนเท่านั้น นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาแผนการดำเนินงานทั้งปัจจุบันและอนาคตของหุ้นแต่ละตัวอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง เพื่อคำนวณความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนการัดสินใจลงทุนในอนาคต

