Official Update :

TU วิ่งฉิว 3 วันเกือบ 6% รับงบ Q2/67 โตตามคาด โบรกฯ ชี้กู้ ITC กระทบเชิงบวก

ราคาหุ้นของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปิดตลาดภาคเช้าวันนี้ (8 ส.ค.67) อยู่ที่ระดับ 14.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท หรือ +2.78% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 193.46 ล้านบาท โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในวันนี้ นับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นวันที่ 3 นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 14.00 บาท เมื่อวันที่ 6 ส.ค.67 โดยคิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 3 วันถึง 5.71%


ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามาจากการที่ก่อนหน้านี้ได้มีนักวิเคราะห์ออกมาคาดการณ์ผลกาดำเนินงานของ TU ในช่วงไตรมาส 2 ไว้ว่าจะมีการเติบโต ซึ่งวานนี้ (7 ส.ค.67) TU ได้เผยแพร่ผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2/67 ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์


โดยผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/67 ของ TU มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,219 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจอาหารกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง และสินค้าเพิ่มมูลค่าและอื่น ๆ ขณะที่อัตราส่วนกำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 18.5% นับเป็นอัตราเติบโตสูงที่สุดอันดับสองในรอบ 3 ปี


ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2/67 ของ TU ออกมาตามคาดที่ 1.2 พันลบ. เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน (QoQ) โดยหากตัดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนออกไป พบว่ากำไรปกติไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 1.4 พันลบ. เพิ่มขึ้น 13% YoY และเพิ่มขึ้น 60% QoQ สูงกว่าที่ INVX และตลาดคาดอยู่ 10-20% จากอัตรากำไรขั้นต้นและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ดีกว่าคาด


โดยกำไรที่เพิ่มขึ้น YoY มาจากยอดขายที่ดีขึ้น (ได้ผลบวกจากการแปลงอัตราแลกเปลี่ยนจากการอ่อนค่าของเงินบาท และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่ดีขึ้น) อัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้น (ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง) และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่สูงขึ้น (ส่วนแบ่งกำไรจาก Avanti ดีขึ้น และไม่มีการบันทึกขาดทุนจาก Red Lobster เหมือนในไตรมาส 2/66) ซึ่งมากเกินพอชดเชยอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขายที่สูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายการตลาดและค่าที่ปรึกษาที่สูงขึ้น


ในขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้น QoQ เกิดจากยอดขาย (ทุกธุรกิจ) และอัตรากำไรขั้นต้น (ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง) ที่ดีขึ้น TU ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.31 บาท/หุ้น (XD วันที่ 21 ส.ค.) 


ทั้งนี้ คาดว่ากำไรไตรมาส 3/67 แข็งแกร่งขึ้น และ TU มีการปรับเป้าหมายปี 2567 เพิ่มขึ้น ราคา spot ปลาทูน่าท้องแถบค่อยๆ ปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ US$1,333/ตัน ในไตรมาส 1/67 เป็น US$1,478/ตัน (เพิ่มขึ้น 11% QoQ) ในไตรมาส 2/67 และ US$1,580/ตัน (เพิ่มขึ้น 7% QoQ) ในไตรมาส 3/67TD จากปัจจัยฤดูกาล (การห้ามจับปลาด้วยเครื่องล่อ (FAD) ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกใน 3Q67) แต่ยังคงลดลง 20% YoY โดยอยู่ที่ US$1,431/ตัน ใน 7M67 (เทียบกับ US$1,784/ตัน ในปี 2566) สถานการณ์เช่นนี้จะช่วยสนับสนุนธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปของ TU จากราคาผลิตภัณฑ์ OEM ที่ดีขึ้น (สัญญาระยะสั้น) ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าระดับต่ำ (มีสต๊อกอยู่ในมือราว 5 เดือน)


ในครึ่งหลังปี 2567 คาดว่ากำไรไตรมาส 3/67 จะเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และ YoY จากยอดขายที่ดีขึ้นและมาร์จิ้นที่กว้างขึ้น หลักๆ เกิดจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ) จากส่วนต่างระหว่างราคากับต้นทุนที่ดีขึ้น และส่วนหนึ่งเกิดจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (เพิ่มขึ้น YoY) จากยอดขายผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีมาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


โดยมองภาพในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก 2567 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการที่ TU ปรับเป้าหมายสำหรับปี 2567 เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 4-5% จากปีก่อน (เทียบกับเป้าเดิมที่ 3-4% กว่า 2.7% ในครึ่งปีแรก) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 18-18.5% (เทียบกับเป้าเดิมที่ 17-18% สูงกว่า 17.9% ในครึ่งปีแรก)


สำหรับประเด็นการทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่กับ ITC เมื่อวันที่ 7 ส.ค.67 ที่คณะกรรมการของ TU มีมติอนุมัติการกู้ยืมเงินจาก ITC วงเงินไม่เกิน 1.1 หมื่นลบ. เพื่อใช้ในกิจการทั่วไปและ/หรือเพื่อการชำระคืนเงินกู้ โดยประกอบด้วย 1) วงเงินกู้ระยะยาวไม่เกิน 6 พันลบ. ระยะเวลาการกู้ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.1% ต่อปี


2) วงเงินกู้หมุนเวียนไม่เกิน 5 พันลบ. ระยะเวลาการกู้ 1 ปี อัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ประกาศโดยกนง. +0.1% ต่อปี โดยการกู้ยืมทั้งสองประเภทนี้สามารถต่ออายุได้ รวมอายุทั้งสิ้นไม่เกิน 6 ปี การกู้ยืมเงินดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจาก ITC ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 ก.ย.


ทั้งนี้ เหตุผลในการทำธุรกรรมครั้งนี้ คือ เพื่อให้ TU ได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าสถาบันการเงิน และเพิ่มผลตอบแทนให้กับ ITC จากการบริหารเงินสดส่วนเกิน เราประเมินว่ากำไร (หลังภาษี) ของ TU จะปรับเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ย 0.4-1.4% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง (เริ่มตั้งแต่ 4Q67 ซึ่งยังไม่รวมอยู่ในประมาณการของบล.อินโนเวสท์ เอกซ์)


ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ แรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการแข็งค่าของเงินบาท ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพลังงาน ของเสีย และน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน นโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน