Official Update :

ตลท. จัดงาน “Thailand Focus 2024” สร้างความเชื่อมั่น-ตอกย้ำศักยภาพบจ. ไทย เผย 80 นักลงทุนสถาบันทั่วโลก ตบเท้าร่วมงาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก้าวสู่ปีที่ 50 จัดงาน “Thailand Focus 2024 : Adapting to a Changing World” ตอกย้ำความพร้อมและศักยภาพบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และเศรษฐกิจไทย ภายใต้ความท้าทายของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน ร่วมให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติ


ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Thailand Focus 2024 : Adapting to a Changing World โดยปีนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกร่วมงาน 178 ราย จาก 80 สถาบันทั่วโลก และในจำนวนนี้มีผู้ลงทุนจากกลุ่มประเทศหลัก ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสวีเดน ซึ่งหนุนความเชื่อมั่นและดึงดูดความสนใจลงทุนในประเทศไทย ขณะที่มีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน 112 บริษัท จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ร่วมให้ข้อมูลความแข็งแกร่งธุรกิจและทิศทางการเติบโตผ่านการประชุมทั้งรูปแบบ one-on-one และ group meeting


ทั้งนี้ ในเวลานี้ประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี, อุตสาหกรรมใหม่ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ทำให้มองเห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่, การลงทุนเพื่อย้ายฐานการผลิต, การเปลี่ยนเข้าสู่ดิจิทัล รวมทั้งการรังสรรค์นโยบายหลากหลายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ซึ่งต่างก็เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปรับตัวของประเทศไทยเพื่อไปสู่ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเห็นความจำเป็นของการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อทำให้ตลาดของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และมีความทนทานต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง


“ในทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาสใหม่เกิดขึ้น ให้เราปรับตัวเพื่อก้าวไปข้างหน้า และมองเห็นแนวทางใหม่ ๆ ที่จะปรับตัวสู่อนาคต” ดร.ภากร


สำหรับภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรก 2567 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยกลุ่มธุรกิจที่มีส่วนผลักดันการเติบโตเป็นอย่างมาก คือ กลุ่มอาหาร, Health Tech, พลังงาน หรือกลุ่มอุปโภค บริโภค ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้ โดยปกติแล้วประเทศไทยจะมีกำไรที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี


ส่วนในแง่ของดัชนีตลาดหุ้นไทย ในช่วงก่อนหน้านี้พบว่ามีปัจจัยที่กระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยด้วยกันหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ เศรษฐกิจ, ความมั่นคงทางการเมือง, ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย เป็นต้น ขณะที่สถานการณ์ในช่วงนี้ จะเห็นได้ว่าความไม่แน่นอนลดน้อยลง ขณะที่มีความชัดเจนในหลายประเด็นมากขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่การเมืองก็มีความแน่นอนขึ้น อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนมีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ดัชนีฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ มองว่าการฉายภาพมุมมองนโยบายต่าง ๆ จากรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงนักลงทุนเริ่มเห็นภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่จะสนับสนุน Sentiment การลงทุนที่ดีขึ้น


สำหรับหน้าที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ 1. ระดมทุนให้ธุรกิจในประเทศสามารถขยายกิจการได้ และ 2. แหล่งเงินทุนของนักลงทุนของนักลงทุนทั้งในประเทศ, สถาบัน, บุคคล และต่างประเทศ


“ภารกิจหลักของเราคือการทำยังไงให้ตลาดทุนของเราใหญ่ขึ้น มีความเข้มแข็งขึ้น สามารถระดมทุนได้มาก นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในตลาดทุนไทยได้ในทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์” ดร.ภากร กล่าวทิ้งท้าย


ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า โลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความท้าทายรอบด้าน ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการของผู้ลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ความสามารถในการการปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงความได้เปรียบแต่เป็นความจำเป็น ทั้งนี้ตลาดทุนไทยได้พิสูจน์ความสามารถในการยืดหยุ่นท่ามกลางพายุระบบการเงินโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง และภาวะโรคระบาด


ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้วางบทบาทของตลาดทุนไทยในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น 2. การเพิ่มขีดความสามารถของตลาดทุนไทย และ 3. การส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นตลาดทุนสำหรับทุกคนเพื่อมุ่งสู่อนาคต


ขณะที่ ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกลยุทธ์ในการสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก (Global Geopolitical Tension) แรงกระแทกจากการเมือง และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว


โดยตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่นำโดยมูลค่าการบริโภคของภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป (Private Consumption) โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ทำให้คาดว่าจะสามารถเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 2.3-2.8% ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ได้ อีกทั้งรัฐบาลจะเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐอีกด้วย


ในช่วงหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับระบบเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยมีจุดแข็งในแง่ของพื้นที่ตั้งที่ได้เปรียบ รวมถึงมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และแรงงานที่มีความพร้อม ทำให้คาดว่าจะสามารถเห็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับการพูดถึงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศจะเป็นแรงเสริมให้ระบบเศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคงได้


อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้สร้างแรงจูงใจ (Incentives) อย่างหลากหลายให้กับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เปิดเผยข้อมูลการก่อตั้งธุรกิจที่เพิ่มขึ้นมากถึง 64% โดย 63% เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้รัฐบาลเล็งเห็นถึงการจัดวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูง (High-valued industry) ซึ่งรัฐบาลได้วางเป้าหมายที่จะสร้างนโยบายเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้ที่ต้องการลงทุนในประเทศไทย เพื่อที่จะจุดประกายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในที่สุด โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล และการเงิน ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาคในอนาคต


ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีมาตรการหลากหลายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนทางการเงินที่มีพัฒนาการในหลายแง่มุม โดยเฉพาะธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนมองเห็นว่าประเทศไทยน่าลงทุนมากขึ้น อาทิ กองทุนวายุภักษ์ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน หรือแม้แต่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่รัฐบาลจะนำมาปัดฝุ่นใหม่


อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและพลังงานสีเขียว ซึ่งภาคการท่องเที่ยวจะเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย โดยเฉพาะนโยบาย Entertainment Complex ที่เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ เพราะจะเป็นการรวมความบันเทิงอันหลากหลาย เช่น Concert Halls และกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ไว้ในสถานที่เดียว


นอกจากนี้ การพัฒนาระบบเศรษฐกิจประเทศไทยให้หลากหลายเป็นความมุ่งหวังในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ซึ่งรัฐบาลยังมีการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ การพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง และการเชื่อมต่อระหว่างชายฝั่งอันดามันและอ่าวไทยเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์แห่งการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค