เจาะ 5 หุ้นส่งออก ราคาปรับฐาน อาจเป็นโอกาส “เข้าสะสม” รอบใหม่
ตลาดหุ้นไทยเดือนกันยายนยังมีโอกาสผันผวน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนหลัง จากปัจจัยรอบด้านทั้งภายในประเทศความกังวลเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ได้วิเคราะห์ 3 ปัจจัยความเสี่ยงในเดือนกันยายน ได้แก่ 1.การแถลงนโยบายของนายกฯ ต่อสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นวันที่ 15 ก.ย.นี้ อาจเป็นข่าวดีทางการเมืองสุดท้าย 2.การประชุม FOMC ผลประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. อาจทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย หากเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% อาจไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนเศรษฐกิจ และ 3.แรงขายจากนักลงทุนสถาบัน มักเกิดขึ้นในเดือนกันยายนทุกปี เพื่อเตรียมเงินสดรองรับการไถ่ถอนกองทุนต่างๆ
ทั้งนี้ หากในเดือนกันยายนมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเสนอขายหน่วยลงทุนรอบใหม่ของกองทุนวายุภักษ์ อาจจะพอเป็นตัวช่วยประคับประคอง Sentiment ในตลาดหุ้นไทยเอาไว้ได้บ้าง โดยประเมินกรอบแนวต้านเดือนนี้ที่ 1,370 และ 1,400 จุด ส่วนแนวรับประเมินที่ 1,320 และ 1,290 จุด
ส่วนกลุ่มหุ้นที่น่าสนในเดือนกันยายน คือ หุ้นที่มียอดการส่งออกในเดือนล่าสุดออกมาในเกณฑ์ดี และราคาปรับฐานลงมาในระดับหนึ่งแล้ว ได้แก่ GFPT, AAI, ITC, COCOCO และ KCE
ดังนั้น Wealthy Thai จะพาคุณไปสำรวจปัจจัยพื้นฐานและความเคลื่อนไหวล่าสุดของกลุ่มหุ้นส่งออก รายตัวเพื่อให้เข้าใจภาพรวมและโอกาสในการลงทุนได้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกัน
เริ่มจาก GFPT บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มกำไรในไตรมาส 3/67 อาจชะลอลงจากไตรมาสก่อนจากฐานสูง แต่คาดว่ายังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแนวโน้มธุรกิจฟาร์มไก่ของไทยยังสดใสจากความต้องการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้ว่าคำสั่งซื้อในไตรมาส 3/67 อาจชะลอตัวลงจากปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้า แต่คาดว่าต้นทุนการเลี้ยงจะยังคงที่ เนื่องจากบริษัทได้สำรองวัตถุดิบไว้ราว 2-3 เดือน
จากผลการดำเนินงานที่ดีกว่าคาดในครึ่งแรกของปี 2567 ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับเป้าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปี 2567 ขึ้นเป็น 12.5-13.5% และปรับประมาณการกำไรปี 2567-2568 เพิ่มขึ้น 28.4% และ 22.5% ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 17.60 บาท และคงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER ปี 67 เพียง 8.8 เท่า มองว่าเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน
ถัดมา AAI บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปรับกำไรปกติปี 2567 ลง 5% เป็น 1.1 พันล้านบาท โต 147% จากปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากการปรับสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลง ส่วนไตรมาส 3/67 เบื้องต้นประเมินกำไรปกติจะฟื้นตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานที่ต่ำ แต่อาจอ่อนตัวจากไตรมาส 2/67 จากเงินบาทที่แข็งค่าและต้นทุนทูน่าที่สูงขึ้น แต่จะถูกชดเชยบางส่วนจากยอดขายขยาย ตัวดีต่อเนื่องตามปัจจัยฤดูกาล
ด้านราคาหุ้น outperform SET 45% ในช่วง 3 เดือน แต่ in line กับ SET ใน 1-3 เดือน หลังค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่า ทั้งนี้แม้กำไรไตรมาส 3/67 จะอ่อนตัวจากไตรมาส 2/67 แต่ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมุมมองบวกต่อกำไรปกติปี 2567 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ อีกทั้งมี catalyst จากส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงยังดีต่อเนื่องและเริ่มเข้าสู่ไฮซีซั่น ให้คำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 8.20 บาท
ทางด้าน ITC บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 3/67 คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายและอัตรากำไรที่สูงขึ้น แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากฐานที่สูงในไตรมาส 2/67 โดยผลประกอบการที่ดีเกินคาดของ ITC อาจมีผลต่อการปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย ทั้งนี้ คาดว่ากำไรจะเติบโต 39% ในปี 2567 จากยอดขายและอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น จึงยังคงแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 27 บาท
ส่วน COCOCO บล.บัวหลวง ระบุว่า รายได้ในช่วง Peak Season ของไตรมาส 3 คาดจะหนุนให้เกิด Economy-of-scale ลดค่าใช้จ่ายและช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยืนยันว่าไม่มีผลกระทบจากต้นทุนมะพร้าวที่เพิ่มขึ้นกลางปี เนื่องจากมีสต็อกวัตถุดิบไว้ก่อนแล้ว นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งซื้อจากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศ เช่น แคนาดา สหรัฐฯ และออสเตรเลีย เข้ามาเติมรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี
คาดการณ์ว่ากำไรหลักในไตรมาส 3/2567 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 240-260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52-65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8-18% จากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็น Low Season หากมีสัญญาณที่ดีกว่าปกติ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้หุ้นมากยิ่งขึ้น
การเติบโตของรายได้ในปี 2568 มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น โดยบริษัทได้วางแผนขยายกำลังการผลิตน้ำมะพร้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 57% แก้ปัญหาการผลิตไม่ทันความต้องการในปีนี้ และตั้งเป้าหมายรายได้รวมที่ 8.4 พันล้านบาท โต 27% จากปีก่อน โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.10 บาท
สุดท้าย KCE บล.หยวนต้า ระบุว่า KCE กำลังเผชิญกับความท้าทายในการเพิ่มกำลังการผลิต HDI ซึ่งใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้ยอดค้างสั่งซื้อ (Backlog) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถรับคำสั่งซื้อบางส่วนได้ตามเป้าหมาย
แม้ว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 อาจไม่เด่นชัด แต่การคาดการณ์กำไรปกติยังคงอยู่ที่ 2 พันล้านบาท โต 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกำไรในครึ่งแรกของปี 2567 ที่ทำได้ถึง 47% คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 47.25 บาทต่อหุ้น โดยราคาหุ้นปัจจุบันถือว่าไม่แพง

