Official Update :

หุ้นกลุ่ม Anti-Oil บวกยกแผง หลังราคาน้ำมันดิบปรับฐาน ทำระดับต่ำสุดตั้งแต่ต้นปี 2567

วันนี้ (4 ก.ย. 67) ราคาหุ้นในกลุ่ม Anti-Oil ซึ่งจะได้ประโยชน์ในยามราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างกลุ่มโรงไฟฟ้า, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง, กลุ่มขนส่ง และกลุ่มเช่าซื้อ ปรับตัวขึ้นโดดเด่น หลังราคาน้ำมันดิบปรับลงแรง 4-5% จากวันก่อนหน้า ทำระดับต่ำสุดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557


โดยแรงกดดันมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ สถานการณ์การเมืองในลิเบียมีสัญญาณดีขึ้น ค่าเงินดอลลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า และความกังวล OPEC+ ปรับเพิ่มปริมาณผลิตน้ำมัน


ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า สหรัฐฯ รายงานข้อมูลภาคการผลิตอ่อนแอ ทำให้ตลาดกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันในอนาคต นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า


ขณะที่ปัจจัยด้านอุปทานยังกดดันราคาน้ำมัน โดยสถานการณ์การเมืองในลิเบียมีสัญญาณดีขึ้นระหว่างรัฐบาลฝั่งตะวันออกและตะวันตก ทำให้การหยุดชะงักการผลิต และส่งออกน้ำมันของลิเบียมีโอกาสคลี่คลายลงได้ ซึ่งปัจจุบันกระทบการผลิตของลิงลิเบียแล้วราว 65% จากปริมาณผลิตทั้งหมดราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน


รวมทั้งตลาดยังกังวลต่อการทยอย Unwind นโยบายลดลดปริมาณผลิตแบบสมัครใจ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ของสมาชิก OPEC+ 8 ประเทศ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนต.ค. 2567 - ก.ย. 2568


อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น Oil Play เช่น พลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น มีแนวโน้มอ่อนแอกว่าตลาด แต่เป็นบวกต่อกลุ่ม Anti-Oil เช่น PTG และ TASCO


ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT/WTI ปรับตัวลงแรง 4.8% และ 4.3% ตามลำดับ ปิดที่ระดับ 73.7 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล และ 70.3 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความกังวลการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจในจีนและสหรัฐฯ จากดีมานด์ที่ลดลง


ขณะที่ฝั่งซัพพลายมีความกังวลว่าจะหายไปจาก 2 เหตุผล ดังนี้ 1.สมาชิก OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 1.8 แสนบาร์เรล/วัน ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 67 จากปัจจุบันที่มีการปรับลดกำลังการผลิตรวม 5.86 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งประกอบด้วยการปรับลดอย่างเป็นทางการของ OPEC+ 3.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน และการปรับลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจของสมาชิกกลุ่มฯ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน


2. ข้อพิพาทด้านการเมืองในลิเบียฝั่งตะวันตกและตะวันออกมีแนวโน้มคลี่คลายลง ส่งผลให้ความกังวลว่าลิเบียจะระงับการผลิตมากถึง 1.0 ล้านบาร์เรล/วัน ที่ก่อนหน้านี้ กังวลก็ได้คลี่คลายลงเช่นกัน


หากพิจารณาราคาน้ำมัน WTI เฉลี่ยเดือน ก.ย. 67 ล่าสุดอยู่ที่ 70.4 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 6.6% จากเดือนก่อนหน้า และ ลดลง 21.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จึงอาจเห็นอัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทยอยลดลงตามลำดับ ซึ่งจุดสังเกตคงหนีไม่พ้นสหรัฐฯ ที่ตัวเลข CPI เดือน ส.ค.67 จะประกาศ 11 ก.ย. 67 ซึ่งมีโอกาสลดลงทั้งจากเดือนก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน


ส่งผลให้การใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายของ FED มีโอกาสเกิดเร็วและแรงขึ้น โดยพิจารณาจาก FED WATCH TOOL จะเห็นได้ว่าโอกาสที่ FED จะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.67 อยู่ที่ 100% แบ่งเป็น ปรับลด 25 BPS. 59% และปรับลด 50 BPS. 41% ขณะที่สิ้นปีนี้คาดดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 4.50%


ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์ในยามราคาน้ำมันดิบลดลง ได้แก่ หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า GPSC, BGRIM, GULF, RATCH หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCCC, SCC, TPIPL, TASCO, DCC, VNG หุ้นกลุ่มขนส่ง BA, AAV, AOT หุ้นกลุ่มผลิตสินค้าอุปโภค/บริโภค BJC, OSP และหุ้นกลุ่มเช่าซื้อ MTC, SAWAD, TIDLOR