Official Update :

เมื่อเศรษฐกิจจีนส่อแววซึมยาว เตือน “ธุรกิจส่งออกอะไหล่-อาหาร” เฝ้าระวัง !

เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มอ่อนแอต่อไป เนื่องจากปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่น่าจะจบเร็วๆนี้ ข้อมูลจาก China Index Academy  เผยให้เห็นว่าราคาเฉลี่ยของการขายบ้านใหม่ใน 100 เมืองของจีนในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเพียง 0.11% จากเดือนกรกฎาคม ซึ่งลดลงจากการเติบโต 0.13% ในเดือนมิถุนายน ในขณะที่ราคาบ้านมือสองลดลง 0.71% จากเดือนก่อนหน้า และหากเทียบกับปีที่แล้ว บ้านใหม่และบ้านมือสองมีราคาเฉลี่ยลดลง 1.76% และ 6.89% ตามลำดับ


แม้จะมีข่าวว่าจีนกำลังพิจารณาแผนลดต้นทุนการกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านโดยอนุญาตให้รีไฟแนนซ์ได้ถึง 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ในเงินกู้จำนอง แต่นักวิเคราะห์ยังไม่มั่นใจถึงประสิทธิภาพในการกระตุ้นการใช้จ่ายในครั้งนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยกู้จำนองที่ลดลงอาจกระตุ้นให้ธนาคารลดดอกเบี้ยเงินฝากลงตามเพื่อรักษากำไรและเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากน้อยลงไปด้วย จากปัญหาเหล่านี้ JPMorgan จึงมองว่าราคาบ้านในจีนมีแนวโน้มอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพจนถึงปี 2025 เป็นอย่างต่ำ


วิกฤติอสังหาที่ยืดเยื้อเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจจีน ซึ่งในอนาคตจีนยังต้องเจอความท้าทายจากนโยบายกีดกันทางการค้าที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย โดยความอ่อนแอและความท้าทายเหล่านี้ทำให้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจบางแห่งเริ่มปรับลดคาดการณ์ GDP ของจีน


ยกตัวอย่างเช่น Bank of America (BofA) ที่เพิ่งจะลดคาดการณ์ GDP จีนในปี 2567 ลงเหลือ 4.8% จากเดิมที่ 5.0% และปรับลดคาดการณ์ในปี 2568 และ 2569 ลงเหลือ 4.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโต 4.7% ในสองปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มอ่อนแอเรื้อรัง


เนื่องจากประเทศไทยมีจีนเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายหลัก ปัญหาเศรษฐกิจของจีนจึงมีโอกาสส่งผลกระทบถึงธุรกิจในประเทศไทยด้วย โดย KKP Research ประเมินว่า กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบในระดับสูง คือ กลุ่มธุรกิจไทยที่พึ่งพาภาคการลงทุนและภาคการส่งออกของจีนในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องจักรกล อุปกรณ์การคมนาคม และ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบรองลงมา คือ กลุ่มที่พึ่งพาภาคการบริโภคสินค้าและบริการของจีน ได้แก่ ภาคการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหาร การค้าปลีก และ การค้าส่ง ซึ่งกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงไม่กี่ปีนี้