Official Update :

ธนาคารกลางยุโรป ลดดอกเบี้ย 0.25% ตลาดคาดปีนี้ลดอีก 1 ครั้ง หากเกินกว่านั้นหวั่นเกิด recession

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% หลังเศรษฐกิจยูโรโซนฟื้นตัวค่อนข้างช้าและอัตราเงินเฟ้อลดลง โดยในไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวเพียง 0.3% และในเดือนสิงหาคม อัตราเงินเฟ้อลดลงสู่ระดับ 2.2% ใกล้เคียงกับเป้าของ ECB


นอกจากนี้ ECB ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซนปี 2024 ลงเหลือ 0.8% จากเดิมที่คาดไว้ 0.9% ด้วย โดยให้เหตุผลว่าอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอมีแนวโน้มสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจได้น้อยลงในช่วงไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า


ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ECB จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ โดย Goldman Sachs คาดว่า ECB จะคงดอกเบี้ยไว้ในเดือนตุลาคม และเริ่มลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม เนื่องจากในเดือนตุลาคม อาจยังมีข้อมูลทางเศรษฐกิจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ ECB ลดดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่ง Goldman Sachs เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม จะมีตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความอ่อนแอมากพอที่จะช่วยให้ ECB ตัดสินใจลดดอกเบี้ยได้


ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมก็ยังมีความเป็นไปได้ แต่ต้องเป็นในกรณีพิเศษที่เศรษฐกิจยูโรโซนมีความอ่อนแอมาก โดย แดเนียล ลาคาลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท Tressis Gestion กล่าวว่าการลดดอกเบี้ยของ ECB อีก 2 ครั้ง ในเดือนตุลาคมและธันวาคม จะส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยูโรโซนมีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) สูงถึง 70% - 80%


ซึ่งถ้ายูโรโซนเกิด recession จริง ธุรกิจและการลงทุนในประเทศก็อาจถูกกระทบไปด้วย เนื่องจากยูโรโซนเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายหลักของประเทศไทย และเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับสองของไทย รองจากญี่ปุ่น ด้วย


ข้อมูลจากเว็บไซต์ europa.eu ของสหภาพยุโรป เผยว่า ในปี 2023 สินค้าส่งออกจากไทยไปยูโรโซนคิดเป็นราวๆ 7% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรกล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าประดิษฐกรรมจิปาถะ อุปกรณ์เคลื่อนย้าย และ ผลิตภัณฑ์อาหาร

และบริษัทยุโรปที่ได้มาลงทุนในไทยก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mercedes Benz BMW Ducati Bosch Continental Diageo Moët หรือ Hennessy


ดังนั้น หากเศรษฐกิจยูโรโซนเข้าสู่ recession จริง ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเห็นภาคการส่งออกชะลอตัวและการลงทุนในประเทศลดลง ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลให้เราต้องจับตาดูการตัดสินใจของ ECB ในปลายปีนี้อย่างใกล้ชิด ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะไปในทิศทางใด