คัด 5 หุ้นกลาง-เล็ก พื้นฐานแกร่ง มูลค่าไม่แพง แนวโน้มโตต่อเนื่อง
จากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่มีทิศทางดีต่อเนื่อง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังเดินหน้า ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง สะท้อนจากราคาหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทที่ปรับตัวขึ้นได้ดี
แต่ยังมีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กบางส่วนที่มีความน่าสนใจ จากแนวโน้มธุรกิจที่อยู่ในเมกะเทรนด์ และผลประกอบการมีโอกาสเติบโตโดดเด่น ในขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก อาจช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตลงทุนในระยะยาวได้
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า หุ้นขนาดกลางเล็กมักจะอยู่ในช่วงต้นรอบของการเติบโต การหาบริษัทที่ก้าวทันกระแสโลก, Scale ได้สูง, มีความสามารถแข่งขัน และผู้บริหารที่ดี บนพื้นฐานความยั่งยืนจะสร้างผลตอบแทนที่ดีระยะยาวได้
ภายใต้มุมมองเศรษฐกิจดีขึ้นทั้งการบริโภค และการลงทุนรอบใหม่ ในภาวะที่แนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาลง รวมถึงโครงสร้างนักลงทุนสถาบันแข็งแรงขึ้น และสภาพคล่องตลาดที่เริ่มกลับมา ทำให้ SET Outperform ช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายวิเคราะห์มองกลุ่มหุ้น Mid Small Cap เป็น Catch up play ที่ดี และเป็นจุดเพิ่ม Position โอกาสสร้างผลตอบแทนสูง อีกทั้งยัง Undervalued ซื้อขายในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยย้อนหลังเทียบกับอดีต และเทียบกับ SET
ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงให้คำแนะนำ Overweight หุ้นกลุ่มกลางเล็ก ในกลุ่มที่อิงการบริโภคในธีม 1. กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็ง, 2. กุล่มที่ Valuation ยังเป็นโซนต่ำ, 3. กลุ่มผลประกอบการเด่น, 4. ธุรกิจเกาะกระแส Mega trend และ 5. กลุ่มที่ราคาหุ้นยัง Laggard
จากธีมการคัดเลือกดังกล่าว บล.กรุงศรี ได้นำเสนอ 5 หุ้นขนาดกลางเล็กที่มีความโดดเด่น คือ MOSHI โดยองค์ประกอบที่ช่วยหนุนการเติบโตมีทั้ง ยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ที่เป็นบวก และการเปิดสาขาเชิงรุก รวมถึงยังเป็นค้าปลีกที่มีรายได้เติบโตเร็วระดับ 20% นอกจากนี้ ยังได้ทดลองขายสินค้าใน 7-11 เป็นการเพิ่มจุดขายก้าวกระโดดและลงทุนต่ำ
ขณะเดียวกันบริษัทยังพร้อมรับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งใหม่ โดยปัจจุบันบริษัทเริ่มปรับตัวล่วงหน้า ทั้ง Renovate ปรับปรุงการ Display, การหาสินค้า Exclusive กลุ่ม Toy (คู่แข่งขายไม่ได้), การเริ่ม Secured ทำเลสาขาใหม่สำหรับปี 2568 ล่วงหน้าแล้วกว่า 10-15 สาขา จากเป้าทั้งปีที่ 33 แห่ง
ขณะที่ในระยะสั้น คาดกำไรไตรมาส 3/67 กลับมาเติบโตเด่นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดย SSSG ก.ค. และ ส.ค. คาดบวก 4-5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสัปดาห์แรกของ ก.ย. ยังเป็นบวกต่อเนื่องในระดับใกล้เคียงกัน โดยไม่มีผลของ NCT Collection โดยให้คำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 64 บาท
สำหรับหุ้นบริษัทถัดมาคือ ICHI บล.กรุงศรี ประเมินแนวโน้มไตรมาส 3/67 ดีกว่าตลาดคาดเดิม โดยคาดกำไรหลักเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากทั้งรายได้เพิ่มและค่าใช้จ่ายลด และคาดประกาศปันผลอีก 2 รอบหลังงบไตรมาส 3/67 และ 4/67 โดยคาดอัตราปันผลที่ระดับ 0.5 บาทต่อหุ้น (Yield 3.1%) และ 0.54 บาต่อหุ้น (Yield 3.3%) ตามลำดับ รวมทั้งปีนี้คาดจะให้ Div yield 6.4%
ขณะเดียวกัน ICHI ยังเป็นหุ้น Theme Anti-commodities (Packaging คิดเป็นราว 25-30% ของต้นทุน) ซึ่งจะเริ่มเปิด Upside ต่อกำไรช่วงถัดไป และเป็นบริษัทเดียวในกลุ่ม Beverage ที่ได้ประโยชน์เล็กๆ จากค่าเงินบาทแข็ง (ส่งออกรับเป็นเงินบาท ขณะที่มีนำเข้าสินค้าหัวเชื้อเป็นเงินเหรียญ) รวมถึงเป็นหุ้นใน SET100 ที่มีสภาพคล่อง และปันผลสูง อีกทั้ง ESG rating ระดับ A โดยให้คำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 22 บาท
ถัดมา SPA บล.กรุงศรี มองเป็นอีกหนึ่ง Soft power ไทย และเป็นผู้นำในกลุ่มที่ตลาดยังเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก และผู้เล่นหลายรายหายไปหลังโควิด โดยแนวโน้มการเติบโตระยะ 3-5 ปี ยังโดดเด่น โดยปีนี้จะเริ่มเห็นการกลับมาเปิดสาขาเชิงรุก 5 แห่ง ด้านราคาหุ้น ปรับลงมาซื้อขายเหลือ PER ปี 2567 ที่ 28 เท่า (ค่าเฉลี่ย – 1SD) คาดเป็นผลจากแนวโน้มกำไรปีนี้อ่อนตัว จากการกลับมาจ่ายภาษี แต่การดำเนินงานหลักยังเติบโตดีทั้ง SSSG และสาขาใหม่
ฝ่ายวิเคราะห์จึงมองเป็นจุดสะสมที่ดี รวมถึงเริ่มมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ SET จากเดิมที่อยู่ mai จะช่วยเพิ่มโอกาสจากนักลงทุนสถาบันเพิ่มเติม และในปี 2568 คาดกำไรจะกลับมาเติบโต 16% และ PER จะปรับลดลงเหลือ 24 เท่า โดยให้คำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท
TNP บล.กรุงศรี มองหุ้นรับประโยชน์จากมาตรการรัฐ และเป็น Upside risk จากฐานกำไรที่ยังเล็ก ในขณะที่การดำเนินงานหลักเติบโตมั่นคงเฉลี่ย 10-15% จากทั้ง SSSG และสาขาใหม่ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเป็น Low cost model ทั้งต้นทุนดำเนินงานต่ำ และการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ รวมถึงเน้นจ่ายเงินสด ทำให้ได้ Trade term ดี
ในขณะที่หุ้นซื้อขาย PER ปี 2567 ที่ 17 เท่า เทียบกับกลุ่มฯ ที่อยู่ในระดับ 20- 25 เท่า ทั้งนี้ ในระยะสั้นผลกระทบจากน้ำท่วมยังบริหารจัดการได้ แม้ปิด 4 สาขาชั่วคราว จากสาขาทั้งหมด 47 แห่ง แต่สาขาอื่นยังได้ผลบวกจากยอดขายสินค้ายังชีพที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญช่วยชดเชย ให้คำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 5 บาท
สุดท้าย SAV ผู้ให้บริการจราจรทางอากาศรายเดียวในกัมพูชา บล.กรุงศรี ระบุว่า ธุรกิจมีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง โดยเติบโตตามปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 10% ต่อปี ในขณะที่ต้นทุนหลักเป็น Revenue sharing และมี Net margin สูง 24% คาดกำไร 3 ปี เติบโตเฉลี่ยประมาณ 28% และยังมีลุ้น Upside เพิ่มเติมจากสัมปทานเดียวกันในลาว ซึ่งปริมาณจราจาทางอากาศใหญ่กว่ากัมพูชา 2-3 เท่า ให้คำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 25.75 บาท

