สำรวจความน่าสนใจของ “หุ้นกู้ WEH” โอกาสลงทุน กับ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในไทย
แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะไม่คึกคักสดใส ส่งผลต่อเนื่องมาถึงตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงการลงทุนในหุ้นกู้ที่ลดความร้อนแรงตามลงไปด้วยในช่วงที่ผ่านมา แต่หากมองผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลลงไปจะพบว่า ยังมีหุ้นกู้ในอีกหลายธุรกิจ ที่ยังคงแข็งแกร่งสวนกระแสเศรษฐกิจ รักษาความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ทั้งผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นกู้ด้วยดีเสมอมา
ก่อนหน้านี้ในตลาดหุ้นกู้ก็มีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศทยอยออกหุ้นกู้ สร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้แก่นักลงทุน และยังคงได้ผลตอบรับที่ดี ซึ่งบริษัทล่าสุด ที่น่าสนใจ เพราะเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจพลังงานลม มีผลประกอบการโดดเด่น ทั้งรายได้ กำไร และกระแสเงินสด ทั้งยังไม่เคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ใดๆ นั่นคือ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ WEH นั่นเอง
ล่าสุด WEH กำลังเสนอขายหุ้นกู้อายุ 2 ปี 6 เดือน (ครบกำหนด พ.ศ.2570) ให้กับนักลงทุน ในอัตราดอกเบี้ย [7.00-7.25]% ต่อปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปขยายกิจการและลงทุนโครงการใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต รวมถึงเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน กำหนดวันจองซื้อในช่วงระหว่างวันที่ 29-31 ต.ค. 2567 และ ออกหุ้นกู้ในวันที่ 1 พ.ย. 2567
ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจธุรกิจ และหุ้นกู้ของ WEH ว่ามีความน่าสนใจอย่างไร เป็นโอกาสลงทุนสำหรับนักลงทุนหรือไม่

“WEH ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 และเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมพลังงานลมของไทย โดยสร้างโครงการพลังงานลมแห่งแรก และใหญ่ที่สุดของประเทศ ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานลม 8 โครงการมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 717 เมกะวัตต์ และทุกโครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาวรวม 690 เมกะวัตต์ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งทั้งหมดนี้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เรียบร้อยแล้ว นี่คือจุดแข็งที่โดดเด่นของ WEH เพราะเป็นแหล่งสร้างรายได้และกระแสเงินสดที่มั่นคงไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ
โดย WEH ยังมี 6 จาก 8 โครงการที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) จำนวน 3.5 บาทต่อกิโลวัตต์ ไปจนถึงปี 2570-2572 ทำให้บริษัทมีรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนจากผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2564-2566) โดยบริษัทสามารถสร้างรายได้และกำไรสุทธิมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และมีกำไรมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2566 แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความผันผวน แต่บริษัทสามารถสร้างรายได้ 11,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6% จากปีก่อน จากปริมาณลมที่มากขึ้นและความพร้อมของกังหันที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับเพิ่มของค่าไฟ และมีกำไร 5,779 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9.4% จากปีก่อน ซึ่งการเติบโตนี้แสดงให้เห็นความมั่นคงของรายได้และความสามารถในการทำกำไรที่สูงไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ

WEH ยังได้เปิดแผนธุรกิจ 5 ปี ให้เห็นว่ามุ่งขยายกิจการ ในเส้นทางที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นอันดับ 1 คือ การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเป็นหลัก โดยมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีรวมอยู่ด้วย โดยภายใต้แผนธุรกิจฉบับนี้ มี 10 โครงการใหม่ ประกอบด้วย
-
โครงการที่เตรียมลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟผ. จำนวน 2 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานลม กำลังการผลิตตามสัญญา 7 เมกะวัตต์ 1 โครงการ และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 30 เมกะวัตต์ 1 โครงการ
-
โครงการพลังงานลมที่พร้อมเข้าร่วมคัดเลือกตามประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รอบที่ 2 ของภาครัฐ จำนวน 2 โครงการ
-
อีก 6 โครงการที่กำลังพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อเข้าร่วมคัดเลือกตามประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในทุกรอบที่ภาครัฐมีประกาศ
-
นอกจากนี้บริษัทยังได้ทำการศึกษาเพื่อเตรียมลงทุนในต่างประเทศ สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ
เป้าหมายคือการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจาก 717 เมกะวัตต์ ขึ้นไปแตะระดับ 1,500 เมกะวัตต์ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปีเป็น 13,000 หมื่นล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
อีกหนึ่งในความแข็งแกร่ง คือ WEH ไม่เคยมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ สามารถชำระหนี้จากสถาบันทางการเงิน ชำระหนี้หุ้นกู้และจ่ายผลตอบแทนหุ้นกู้ที่เคยออกมาแล้วก่อนหน้านี้รวม 3 ชุด ได้อย่างตรงเวลาและสม่ำเสมอ เนื่องจากธุรกิจของบริษัท สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในระดับสูง โดย 3 ปีที่ผ่านมา (2564 – 2566) บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานมากกว่า 9,000 ล้านบาทติดต่อกันทุกปี

จากข้อมูลข้างต้น นักลงทุนน่าจะเห็นภาพรวมธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตอย่างชัดเจนแล้ว มาลองดูรายละเอียดการเสนอขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2567 กันบ้าง
WEH เตรียมจะเสนอขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2567 อายุ 2 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2570 ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ [7.00-7.25]% ต่อปี และมีกำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยจะเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่ เริ่มต้นที่ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท
ส่วนวัตถุประสงค์ในการเสนอขายหุ้นกู้ บริษัทจะใช้ขยายกิจการและลงทุนในโครงการใหม่ รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อสร้างการเติบโตและบรรลุเป้าหมายรายได้ตามแผนที่วางไว้ โดยจะเปิดให้จองซื้อในวันที่ 29-31 ตุลาคม 2567 และออกขายหุ้นกู้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567
สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ มี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นนายทะเบียนหุ้นกู้ และ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และ มีผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ร่วม จำนวน 8 แห่ง ได้แก่
-
บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) โทร 02-820-0100
-
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร 02-351-1800
-
บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร 02-659-5272-73
-
บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด โทร 02-687-7543
-
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร 02-658-5050
-
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) โทร 02-205-7000 ต่อ 7311, 7391
-
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด โทร 02-088-9135, 9136 และ 02-343-9541, 9543
-
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร 02-153-9290 ต่อ 8163
ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหุ้นกู้ได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งทำหน้าที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทฯ ตามรายละเอียดด้านบน หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทฯ ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=648669&SD=2910256731102567 หรือ www.sec.or.th
