สำรวจพื้นฐาน 6 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ดอกเบี้ยลด
เป็นที่จับตาอีกครั้งสำหรับประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ได้มีมติอนุมัติปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 2.50% เป็น 2.25% ต่อปี ซึ่งก่อนหน้านี้ทางธนาคารของรัฐได้มีการปรับลดดอกเบี้ยเป็นการนำร่องไปแล้ว
ล่าสุดก็มาถึงคิวธนาคารพาณิชย์ อย่าง ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และทีเอ็มบีธนชาต ที่ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ตามการลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. โดยมีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 พร้อมขยายมาตรการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางถึงสิ้นปี 2567 เพื่อบรรเทาภาระหนี้และเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้า โดยกสิกรไทยระบุว่าคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ส่วนทีเอ็มบีธนชาตเสนอบัญชีเงินฝากประจำพิเศษเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเงินออม
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ หุ้นที่ได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยปรับตัวลง ได้แก่ LHHOTEL, DIF, CPALL, AP, SIRI รวมถึง SPALI หลังรัฐเตรียมออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษไม่เกินคนละ 3 ล้านบาท
Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์ของ 6 หุ้นดังกล่าวจาก บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้
แนะนํา “OUTPERFORM” ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล หรือ LHHOTEL พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 16.50 บาท/หน่วย โดยแม้ราคาหน่วยทรัสต์ LHHOTEL ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 24.8% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าราคายังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องจาก 1.) เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2.) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจที่ 9.5% ในปี 2567 และ 9.6% ในปี 2568
และ 3.) ทรัพย์สินทั้งหมดของ LHHOTEL มีคุณภาพสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกรงในช่วงครึ่งปีแรก 2567 ทั้งนี้ มองว่ากําไรยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เนื่องจากหนี้สิน 70% ของกองทรัสต์มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวการปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงทุก ๆ 25bps จะช่วยหนุนให้ประมาณการกําไรปี 2568 ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 1.1%
แนะนํา “OUTPERFORM” กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท/หน่วย โดยแนะนำ DIF เนื่องจาก 1.) เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดในไทย โดย DIF อยู่ในตําแหน่งที่ดีในการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตซึ่งนําไปสู่โอกาสมากขึ้นสําหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์บุคคลที่สาม 2.) จัดอยู่ในกลุ่มหุ้นปันผล โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่กําลังเปลี่ยนเป็นขาลง จะทําให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Div. Yield) ของ DIF ดูน่าสนใจมากขึ้น
อีกทั้งคาดจะกระตุ้นให้ราคาหน่วยลงทุน DIF มีแนวโน้มปรับขึ้น 3.) มองความเสี่ยงที่ TRUE (ถือ DIF อยู่ 20.6%) จะขายหน่วยลงทุน DIF ออกมาอีกนั้นอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากสถานะทางการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากควบรวมกิจการ ขณะที่ไตรมาส 3/67 คาดกําไรลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จากรายได้ DTAC ที่ลดลง แต่กําไรจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน จากรายได้ที่ยังอยู่ในระดับคงที่
แนะนํา “OUTPERFORM” บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 80.00 บาท/หุ้น โดยคาดว่า CPALL จะรายงานกําไรปกติไตรมาส 3/67 ที่ 6 พันลบ. +39% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน แต่ -3% จากไตรมาสก่อน โดยจะเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนดีที่สุดในกลุ่มพาณิชย์ ด้วยแรงหนุนจาก SSS growth ที่แข็งแกร่ง (ดีกว่าบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน) และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้นทั้งจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) และ CPAXT โมเมนตัมกําไรแข็งแกร่ง
เนื่องจากกําไรไตรมาส 4/67 มีแนวโน้มที่จะทําจุดสูงสุดของปีนี้ โดยจะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และจากไตรมาสก่อน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและแนวโน้มที่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงจะเพิ่ม Upside ให้กับกําไรของ CPALL นอกจากนี้ Valuation ของ CPALL ก็น่าสนใจด้วย (เทรดที่ PE ปี 2567 ระดับ 25 เท่า หรือ -2S.D. จาก PE เฉลี่ย 10 ปี)
แนะนํา “OUTPERFORM” บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 12.90 บาท/หุ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก backlog ในมือที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2568 น่าจะมีจำนวนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก backlog โครงการแนวราบ มูลค่า 4 พันลบ. ที่ยกมาจากปี 2567 และคอนโดขนาดเล็กที่จะโอนในปี 2568 ซึ่งจะช่วยหนุนให้กําไรปี 2568 กลับมาเติบโต 9%
ดังนั้น จึงปรับประมาณการรายได้ปี 2568 เพิ่มขึ้น 5% สู่ 4.29 หมื่นลบ. (+9.5%) และปรับประมาณการกำไรสุทธเพิ่มขึ้นสู่ 5.86 พันลบ. (+9%) และเชื่อว่า AP เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งจะสนับสนุนให้ยอด presales ปี 2568 เติบโต
แนะนํา “OUTPERFORM” บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 2.14 บาท/หุ้น ประเมินกําไรสุทธิไตรมาส 3/67 ของ SIRI ได้ที่ 1.17 พันลบ. (-24.8% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ -15.6% จากไตรมาสก่อน) โดยคาดว่ารายได้จะลดลงเล็กน้อย และอัตรากําไรขั้นต้นจะลดลงจากการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย
อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกําไรจาก JV จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 170% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ 102% จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ คาดการณ์กําไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2567 ที่ 3.87 พันลบ. (-18.6% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน) backlog รอโอนและยอดขายใหม่จะช่วยสนับสนุนให้กําไรปกติไตรมาส 4/67 เติบโตจากไตรมาสก่อน ในขณะที่ยังไม่ได้รวมกําไรพิเศษเข้ามาไว้ในประมาณการ
สุดท้ายแนะนํา “NEUTRAL” บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 20.00 บาท/หุ้น โดยคาดการณ์กําไรสุทธิไตรมาส 3/67 ที่ 2.1 พันลบ. (+76.6% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ +31.5% จากไตรมาสก่อน) เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2567 โดยได้แรงหนุนจากการส่งมอบ backlog คอนโดจํานวนมาก ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจาก backlog ในมือในปัจจุบัน ประเมินว่ากําไรสุทธิไตรมาส 4/67 จะลดลงจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และจากไตรมาสก่อน
โดยคาดการณ์กําไรสุทธิปี 2567 ที่ 6 พันลบ. (ทรงตัวจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน) backlog ระดับตํ่าในปี 2568 สามารถ secured revenue เพียง 8% ของประมาณการรายได้ของบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แต่ด้วยแรงหนุนจากโครงการลงทุนใหม่ในออสเตรเลีย จึงคาดว่ากําไรปี 2568 จะเติบโต 5%

