เปิดปัจจัยหนุน 4 หุ้นดาวเด่นส่งออก พร้อมผลักดันธุรกิจโตต่อเนื่อง
ถือเป็นที่จับตามองอยู่เสมอ สำหรับตัวเลขส่งออกของแต่สินค้าไทย ซึ่งไม่เพียงแค่ภาคประชาชนหรือผู้ประกอบการเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับการรายงานตัวเลขเหล่านี้ แต่ยังรวมไปถึงภาคการลงทุนเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขส่งออกมักจะเป็นตัวบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีถึงความน่าสนใจของธุรกิจของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมไปถึงการสะท้อนถึงแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ อีกด้วย
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ ตัวเลขส่งออก ก.ย. ขยายตัว 1.1% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะขยายตัว 3% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ส่วนยอดนำเข้าขยายตัว 9.9% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน สูงกว่าที่คาดว่าจะขยายตัว 6% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ทั้งนี้ สิ้นเดือนได้เกินดุลการค้า 394 ล้านเหรียญฯ
โดยสินค้าส่งออกที่ยังขยายตัวเด่นได้แก่ ข้าว, ยางพารา, ไก่แปรรูป, อาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารทะเลกระป๋อง ซึ่งในเชิงกลยุทธ์ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นบวกต่อหุ้น STA, NER, TU และ ITC ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมปัจจัยพื้นฐานของหุ้นทั้ง 4 มานำเสนอ
สำหรับ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “Trading Buy” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 22.20 บาท/หุ้น โดยมองว่าปัจจัยบวกคือ ราคายางพาราที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการยางเพื่อนำไปผลิตยางล้อยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝนตกหนักอาจเป็นอุปสรรคต่อการกรีดยาง สำหรับปัจจัยเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนของอัตรากำไรขั้นต้นที่ผันผวน โดย GPM ลดลงทุกๆ 1% กระทบกำไรสุทธิลดลงราว -40% และเงินบาทแข็งค่าทุก ๆ 1 บาท กระทบกำไรสุทธิ 4-5%
ทั้งนี้ คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/67 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เพราะคาดว่าสัดส่วนการขายยาง EUDR ลดลง จากประเด็นที่ EU มีอาจเลื่อนการเริ่มบังคับใช้เกณฑ์ EUDR ออกไป 12 เดือน ทำให้ลูกค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ
ส่วน บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ที่ 7.30 บาท/หุ้น โดยมองเป็นโอกาสทยอยสะสม คาดเงินปันผลช่วงครึ่งปีหลัง 2567 อีก 0.38 บาท/หุ้น ให้ผลตอบแทนถึง 7.4% ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทยังคงเป้าปริมาณขายที่ 4.4 แสนตัน หากปริมาณขายไตรมาส 3/67 ใกล้เคียงคาดการณ์ เท่ากับว่าไตรมาส 4/67 จะมีปริมาณส่งมอบราว 1.3 –1.4 แสนตัน พร้อมกับราคาขายที่สูงขึ้นตามทิศทางราคายางในไตรมาส 3/67 เฉลี่ยที่ 176 เซน/กก. สูงขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งจะสัมพันธ์กับต้นทุนเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นมากขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นไตรมาสแรกที่เริ่มมีการส่งมอบยาง EUDR ให้กับลูกค้าผู้ผลิตยางล้อแบรนด์จีน คาดราว 4,000–5,000 ตัน (3% ของคาดการณ์ปริมาณขายในไตรมาส 4/67ของบล.หยวนต้า) และแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค. คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ทำให้ GPM อาจกลับไปที่ระดับ 11–12% ได้ คาดกำไรปกติเบื้องต้นที่ราว 650 ลบ.+/- ซึ่งเป็นกำไรระดับสูงสุดใหม่ของกำไรรายไตรมาสของบริษัท
ขณะที่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 18.50 บาท/หุ้น ทั้งนี้ มองว่ายังมี catalyst จากราคาทูน่าที่กลับมาอยู่ในระดับเหมาะสมมากขึ้น การทยอย ramp up ของโรงงานใหม่ และความเป็นไปได้ที่อาจเห็นบาทกลับมาอ่อนค่าหลัง กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าตลาดคาด โดยเบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 4/67 จะฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า จากการรับรู้ผลกระทบบาทแข็งมากขึ้น พร้อมทั้งคงประมาณการกำไรปกติปี 2567/2568 ที่ 5.3 พันล้านบาท/5.6 พันล้านบาท (+6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน/+6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
สุดท้าย บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 32.25 บาท/หุ้น โดยธุรกิจของบริษัทอยู่ใน Mega Trend ทำให้มีความต้องการสินค้าจำนวนมาก และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ประกอบกับการที่บริษัทลงทุน R&D พัฒนาสินค้าและขยายกำลังการผลิต เชื่อว่าทั้งหมดนี้จะทำให้สินค้าของ ITC มีความพิเศษและแตกต่างและสามารถเป็น Cost Leadership ในอุตสาหกรรมได้

