6 เรื่องที่ต้องรู้กับหุ้นน้องใหม่ SNNP ผู้เล่นรายใหญ่ธุรกิจเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว
ตลาดขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มในประเทศไทยมีจำนวนผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่ราย เพราะผู้เล่นรายใหม่ที่ต้องการเข้ามาแข่งขันต้องมีการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สูง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับและสามารถแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ได้
SNNP หรือ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ครองใจผู้บริโภคในตลาดขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งวันนี้บริษัทฯ กำลังจะก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นบริษัทมหาชน และเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเร็วๆ นี้ ธุรกิจของ SNNP น่าสนใจอย่างไร และมีแผนจะเสนอขายหุ้นไอพีโอเท่าไหร่ ติดตามได้ในบทความนี้ที่เราสรุปมา 6 ข้อเท่านั้น
1.ธุรกิจของ SNNP
SNNP หรือ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ทำธุรกิจผลิต จำหน่ายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวเป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ประกอบด้วย เยลลี่พร้อมดื่มและเยลลี่คาราจีแนน ภายใต้แบรนด์เจเล่ ไดยาโมโตะ คูลลี่ คูล ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น Asian Drink น้ำเฉาก๊วยผสมเนื้อเฉาก๊วย น้ำมะพร้าวผสมวุ้นมะพร้าว ภายใต้แบรนด์เมจิกฟาร์มเฟรช เมจิกฟาร์ม และเครื่องดื่มผสมวิตามิน ภายใต้แบรนด์อควาวิตซ์ และ 2. ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ประเภทปลาหมึกอบ ปลาหมึกเส้น และปลาเส้น ภายใต้แบรนด์เบนโตะ, ผลิตภัณฑ์ขนมขึ้นรูปและขนมปังแท่งภายใต้แบรนด์ดอกบัว โลตัส และผลิตภัณฑ์เวเฟอร์ ขนมปังอบ ภายใต้แบรนด์ ช๊อคกี้ และเบเกอรี่ เฮาส์
โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากเครื่องดื่มประมาณ 41.5%, ขนมขบเคี้ยวสัดส่วนรายได้ 50.8% และที่เหลืออีก 7.7% เป็นรายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้าอื่น ๆ (ข้อมูล ณ งวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 64)
2.ความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และแบรนด์
การเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มมายาวนานกว่า 30 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย ผลิตภัณฑ์และแบรนด์ต้องสามารถครองใจผู้บริโภคและแข่งขันกับผู้ประกอบการอื่น ๆ ได้อย่างทัดเทียม ซึ่งบริษัทฯ ก็ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนากลยุทธ์ที่ช่วยส่งเสริมและสร้างการจดจำในกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะแบรนด์เรือธง (Flagship Brands) เช่น เจเล่และเบนโตะ ที่ใช้ประโยชน์จากการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ดังกล่าวให้มีความหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น
ส่วนผลิตภัณฑ์ ดอกบัว โลตัสและเมจิกฟาร์มเฟรช ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์รอง บริษัทฯ มีแผนยกระดับและสร้างความนิยมให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากขึ้น ด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การใช้สื่อการตลาดและการกระจายสินค้าในวงกว้าง ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ถูกพูดถึง พบเห็นได้ง่าย และกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภค รวมไปถึงการกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคมากขึ้น และกลยุทธ์การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้โดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง ผ่านการทำโฆษณาบนสื่อต่าง ๆ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์
3..ช่องทางจำหน่ายสินค้าหลากหลาย อยู่ที่ไหนก็ไปถึง
จุดเด่นที่แข็งแกร่งอย่างหนึ่งของ SNNP คือ การนำขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มส่งถึงมือผู้บริโภค ด้วยช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย โดยบริษัทฯ มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศแบ่งเป็น 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. การจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรด เช่น ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท ซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต และ 2. การจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าดั้งเดิม ซึ่งบริษัทฯ ได้กระจายผลิตภัณฑ์แบบค้าปลีกด้วยรถเงินสดของบริษัทฯ หรือ Cash Van ซึ่งสามารถครอบคลุมร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมกว่า 70,000 ร้านในแต่ละเดือน รวมถึงทีมขายค้าส่งที่เข้าถึงร้านค้าส่ง (ยี่ปั้ว ซ้าปั้ว) ได้กว่า 3,600 รายทั่วประเทศ ผ่านศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 11 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในไทย ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย และสามารถเข้าถึงพื้นที่ในการจัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดจำหน่ายผ่านระบบอี-คอมเมอร์ส เช่น Tesco Online, Big-C Online, Tops Online และ Shopee และช่องทางตู้จัดจำหน่ายสินค้า (Vending Machine) ซึ่งบริษัทฯ เห็นว่าช่องทางนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายและทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายหลักของบริษัทฯ อีกด้วย
4.CLMV กลุ่มประเทศที่สร้างโอกาสการเติบโต
นอกเหนือจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศแล้ว สินค้าของบริษัทฯ ยังถูกจัดจำหน่ายไปกว่า 35 ประเทศใน 5 ทวีปทั่วโลก แต่ตลาดหลักของสินค้าหลักในต่างประเทศของบริษัทฯ อยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งผู้บริโภคมีวัฒนธรรมในการบริโภคใกล้เคียงกับประเทศไทย มีศักยภาพ และมีการขยายตัวของประชากรในกลุ่มคนทำงานซึ่งผลักดันให้การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มแบบพร้อมทานเติบโตมากขึ้น โดยบริษัทฯ มีฐานการผลิตและการกระจายสินค้าผ่านบริษัทย่อยในประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยปัจจุบันฐานการผลิตและการกระจายสินค้าในประเทศกัมพูชาก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ในประเทศเวียดนามจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างฐานการผลิตในช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 โดยสินค้าหลัก ๆ ที่จะทำการผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศกัมพูชาและเวียดนามคือ ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มเจลลี่สำเร็จรูป ได้แก่ ปลาหมึกอบ ปลาหมึกเส้น และปลาเส้น ขนมขาไก่ เวเฟอร์ และเครื่องดื่มเจลลี่สำเร็จรูป ซึ่งเป็นสินค้าที่รับความนิยมอย่างมากในทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังจัดตั้งบริษัทย่อยสำหรับจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศจีนและกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป เพื่อเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่งในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวของบริษัทฯ ไปยังประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่มประเทศ CLMV อีกด้วย
5.ลงทุนและปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการลงทุนมากกว่า 1,500 ล้านบาท ทั้งในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพและความหลากหลายของสินค้า การสร้างฐานกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งและมั่นคง และการสร้างฐานธุรกิจในต่างประเทศเพื่อรองรับการเติบโต ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่นได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 จากผลการดำเนินงานไตรมาส 1 / 2564 โดยกำไรสุทธิทำได้ประมาณ 172 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำกำไรเติบโตติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 นับจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความแข็งแกร่งการดำเนินงาน ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตและการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องตลอดตั้งแต่ปี 2563 โดยต้นทุนขายต่อรายได้อยู่ที่ 73.7% ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้อยู่ที่ 20% หรือลดลง 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้กำไรสุทธิของไตรมาส 1 / 2564 ดังกล่าวรวมกำไรจากรายการพิเศษจำนวน 129 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการย้อนหลังใน 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบเล็กน้อยในระยะสั้น จากการปรับกลยุทธ์ทำให้รายได้ในบางหน่วยงานลดลงและมีค่าใช้จ่ายบางส่วนเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ โดยปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้ 4,709 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 84 ล้านบาท ปี 2563 มีรายได้ 4,393 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 74 ล้านบาท และล่าสุดไตรมาส 1/2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,102 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 172 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตของกำไรต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 3 นับจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินงานและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ
6.เดินหน้าเข้าไอพีโอเพื่อต่อยอดโอกาสการเติบโตทางธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ
SNNP มีแผนจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 240 ล้านหุ้น คิดเป็นจำนวนไม่เกิน 25.00 % ของหุ้นทั้งหมดหลังไอพีโอ โดยราคาพาร์อยู่ที่ 0.50 บาท และมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ส่วนวัตถุประสงค์ในการระดมทุน บริษัทฯ จะนำเงินไปลงทุนในบริษัทย่อยเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม ชำระเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงิน เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้เข้มแข็งและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

อ่านมาถึงตรงนี้คงได้เห็นรายละเอียดและความน่าสนใจของ SNNP ไปแล้ว สำหรับนักลงทุนที่สนใจอย่าลืมติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มรายใหญ่ของไทย
ที่มา : หนังสือชี้ชวน บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)
https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=326239
