ส่องกลยุทธ์ลงทุนหุ้นนอก-หุ้นไทย ในยุคที่ Donald Trump เป็นประธานาธิบดี
แม้สหรัฐฯ จะได้ประธานาธิบดีคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทั่วโลกก็ยังคงเผชิญกับความตื่นเต้นต่อไป เมื่อนโยบายหลายอย่างที่เสนอโดย Donald Trump นั้นมีโอกาสกระทบหลายภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ทำให้นักลงทุนมากมายต้องทบทวนกลยุทธ์การลงทุนกันอีกครั้ง
โดยบทความนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมกลยุทธ์ลงทุน ทั้งสำหรับหุ้นต่างประเทศและหุ้นไทย ที่นักวิเคราะห์แนะนำในช่วงที่ Trump จะกลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง มาให้ทุกท่านได้อ่านกัน
กลยุทธ์ลงทุนหุ้นต่างประเทศ
สำหรับหุ้นต่างประเทศ นักวิเคราะห์มากมายแนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนบริษัทในประเทศของ Trump มากที่สุด โดยนักวิเคราะห์จาก Fortune บริษัทสื่อด้านธุรกิจและการเงินระดับโลก มองว่าหุ้นในอุตสาหกรรมหลักที่จะไปได้ดีคือ หุ้นธนาคาร และ หุ้นพลังงานเชื้อเพลง เนื่องจาก Trump มีแนวโน้มลดมาตรการที่เข้มงวดของธนาคารเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ และมีการเน้นย้ำเรื่องการขุดน้ำมันเองในประเทศบ่อย
ทั้งนี้ สำหรับหุ้นธนาคาร มองว่าควรซื้อเป็นกองทุนรวม (ETF) ไปเลย เนื่องจากการชี้ผู้ชนะในอุตสาหกรรมนี้อย่างเจาะจงนั้นทำได้ยาก แต่ภาพรวมคือมีแนวโน้มไปได้ดีทุกแห่ง
และสำหรับหุ้นบริษัทพลังงานเชื้อเพลิงที่จะไปได้ดี คาดว่าจะเป็นบริษัทพลังงานที่อยู่ปลายน้ำ เนื่องจาดการขุดน้ำมันเพิ่ม อาจส่งผลเสียต่อราคาน้ำมันสำหรับบริษัทขุดเจาะที่อยู่ต้นน้ำ โดยแนะนำหุ้นโรงกลั่น Valero Energy (VLO) และบริษัทขนส่งสินค้าพลังงาน Kinder Morgan (KMI)
กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทย
ในด้านตลาดหุ้นไทย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินกลยุทธ์การลงทุนระยะกลางสั้น-กลาง-ยาว เพื่อรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากการที่ Donald Trump เป็นประธานาธิบดีคนที่ 60 ของสหรัฐฯ ซึ่งเน้นนโยบาย American First ลดภาษี Corporate Tax, กีดกันการค้า, สนับสนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลและหนุนการขุดเจาะน้ำมัน ฯลฯ
โดยบล.กรุงศรี ประเมินระยะสั้น คือ 1.) ผลกระทบ Dollar Index ที่แข็งค่ามาล่วงหน้ามาแตะ 105.3/105.85จุด คาดจะเริ่มถูกขายทำกำไรและอ่อนค่าลงรับการปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งของ Fed ภายในปีนี้, 2.) เงินบาทที่อ่อนค่ามาแตะ 34.15/34.4 บาทต่อเหรียญฯ จะกลับมาแข็งค่าในเชิงเปรียบเทียบ, 3.) Bond Yields 10 ปีสหรัฐฯ จะติดแนวต้าน 4.5% และมีแรงซื้อกลับ กด UST ลดระดับลง และ 4.) ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง EMs จะสลับกันขึ้น โดยมีกลุ่มประเทศ TIPs เด่น จากสัดส่วนรายได้โดยตรงจากจีนและสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่า 2-3% ตอบรับ US Rally ในช่วงที่เหลือของปี
ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น บล.กรุงศรี มองตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย. - ธ.ค. จะเดินหน้าแตะเป้าหมาย SET สิ้นปี 2567 ที่ 1540 จุด ได้เป็นอย่างน้อย โดยแนะนำกลุ่มหุ้นเด่นในไตรมาส 4/67 ได้แก่ AOT, GULF, GPSC, MTC, CPALL, BJC, BDMS, KTB, ADVANC, HMPRO
ขณะที่แนวโน้มระยะกลาง – ยาว แนะนำให้เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของ TRUMP 2.0 ได้แก่
1.หุ้นกลุ่มนิคม AMATA, WHA
2.หุ้นกลุ่มพลังงาน PTT, PTTEP
3.หุ้นส่งออก อาหารได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่ากว่าสมมติฐานเดิมและได้ประโยชน์จากการโยก Order เน้น TU, CPF ส่วนยางเน้น STA, STGT จากสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าถุงมือยางจากจีน คาดจะหนุนยอดส่งออก
4.หุ้น Domestic เช่น กลุ่มธนาคาร SCB, KBANK, KTB ค้าปลีก CPALL, BJC, HMPRO สื่อสาร ADVANC และ Utilities คือ GULF, GPSC

