ชี้เป้าหุ้นแบงก์-การเงิน รับปัจจัยบวก ! หลังธปท.เล็งหั่นเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.23%
หุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มการเงิน ถือเป็นกลุ่มที่ราคาหุ้นไม่ค่อยมีความหวือหวามากเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากหุ้นใน 2 กลุ่มนี้มักจะอิงกับนโยบายด้านการเงินจากภาครัฐ ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ส่งผลดีต่อหุ้นทั้งสองกลุ่ม แต่ในบางครั้งก็ส่งผลกระทบให้กับผลการดำเนินงาน จึงมักเห็นราคาหุ้นในสองกลุ่มนี้เคลื่อนไหวไปตามปัจจัยในช่วงเวลาที่มีการประกาศนโยบายออกมามากกว่าในช่วงเวลาปกติ
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีข่าวดีเข้ามาให้ทั้งสองกลุ่มได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมพิจารณาให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อให้ธนาคารสามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นผลดี
โดย บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดหุ้นในกลุ่มธนาคาร เช่น BANK, SCB และ BBL และกลุ่มการเงินอย่าง MTC, SAWAD, TIDLOR และ KTC จะได้รับแรงหนุนจากโอกาสที่ ธปท. เตรียมพิจารณาให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ลง จาก 0.46% เหลือ 0.23% เป็นเวลา 3 ปี เพื่อที่จะสามารถใช้มาตรการพักชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ NPL 3 ประเภท คือ หนี้บ้าน, รถยนต์ และ SMEs วงเงินราว 1.31 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ NPL ของธนาคารพาณิชย์รวมทั้งธุรกิจการเงินปรับตัวลดลง
จากมุมมองดังกล่าวข้างต้น Wealthy Thai จึงสำรวจปัจจัยพื้นฐานและมุมมองการลงทุนของ 7 หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวกมาฝากนักลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 175 บาท โดยคาดทิศทางกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 จะโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากมีบันทึกค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อพัฒนาระบบการให้บริการเพิ่มเข้ามา ซึ่งบางส่วนคาดจะถูกชดเชยด้วยค่าใช้จ่ายของธุรกิจประกันชีวิตที่ปรับลงจากฐานที่สูงกว่าปกติในไตรมาส 3/67 รวมถึงการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง หลังเห็นสัญญาณบวกจากตัวเลขการขายหนี้เสียและการ Write-Off หนี้เสียที่ลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ NPL Ratio ไม่ได้ขยับขึ้นมาก สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 47,996 ลบ. โต 13.1% จากปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 130 บาท คาดแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 มีโอกาสโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน เด่นกว่าธนาคารใหญ่รายอื่นที่มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายลงทุนพัฒนาระบบให้บริการที่มักเพิ่มเข้ามามากในช่วงปลายปี เพราะไม่มีผลกระทบจากการขาย PPV เหมือนกับไตรมาส 3/67 รวมถึงการตั้งสำรองที่มีโอกาสผ่อนคลายลงต่อเนื่อง ส่วน NPL มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ หนุนให้คาดว่า SCB จะมีกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 44,475 ลบ. โต 2.2% จากปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 168 บาท โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/67 คาดกำไรจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากปัจจัยฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้น และรายได้ดอกดเบี้ยลดลง แต่กำไรจะปรับสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นหลัก คาดกำไรสุทธิปี 2567 จะเติบโตที่ 5.7% แม้ NIM จะมีแนวโน้มลดลง แต่ปัจจัยหนุนการเติบโตมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น จากตลาดทุนที่ฟื้นตัวและสำรองหนี้ฯ ลดลง
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “TRADING” บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 55 บาท โดยคาดแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 จะปรับตัวขึ้นต่อทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ทำระดับสูงสุดใหม่รายไตรมาสต่อเนื่อง หนุนจากการตั้งสำรองที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง หลังได้อานิสงส์บวกจากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเต็มไตรมาส ช่วยให้เศรษฐกิจในต่างจังหวัดได้รับแรงกระตุ้น และส่งผลให้ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงสูงมีความสามารถชำระเงินเพิ่มขึ้น คาดทั้งปี 2567 MTC จะมีกำไรสุทธิ 5,877 ลบ. โต 19.8% จากปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 51 บาท โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 จะโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน หนุนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง บวกกับผลขาดทุนจากการขายรถยึดของ SCAP ที่คาดจะลดลง ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยคาดกลับมาโตจากไตรมาสก่อน จากการเร่งปล่อยสินเชื่อในช่วงปลายปี ซึ่งมีความต้องการสินเชื่อค่อนข้างมาก หนุนให้คงคาดทั้งปี 2567 SAWAD จะมีกำไรสุทธิ 5,419 ลบ. โต 8.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 23.50 บาท โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 จะโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน แม้จะมีค่าใช้จ่ายลงทุนระบบเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น แต่การตั้งสำรองจะเริ่มผ่อนคลายลง หลังเร่งจัดการลูกหนี้เช่าซื้อรถบรรทุกมือสองในกลุ่มเสี่ยงสูง และควบคุมการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น รวมถึงคาดลูกหนี้จะมีความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น จากแรงหนุนเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ ทำให้คาดปี 2567 จะมีกำไรสุทธิ 4,362 ลบ. โต 15.1% จากปีก่อน
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 55 บาท โดยบริษัทมีจุดแข็งด้านงบดุล ทั้งค่าใช้จ่ายสำรอง NPL และ Coverage Ratio รวมถึงคาดสินเชื่อรวมจะเติบโตต่อในปี 2568 ราว 4% จากปี 2567 ที่คาดโต 3% อีกทั้งกำไรสุทธิปี 2568 คาดทำจุดสูงสุดใหม่ต่อจากปี 2567 ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 8,118 ลบ. โต 8% จากปีก่อน ส่วนปี 2567 คาดกำไรที่ 7,495 ลบ. โต 3% จากปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม รายได้ค่าธรรมเนียม-บริการ และหนี้สูญรับคืน

