Official Update :

คัด 3 ธีมหุ้นเด่น ดัก “เก็งกำไร” ช่วงมูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นเบาบาง

ในช่วงนี้การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอาจไม่คึกคักมากนัก เนื่องจากเข้าใกล้วันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและวันปีใหม่แล้ว อีกทั้งเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติยังชะลอตัวลง ดังนั้น Wealthy Thai จึงมี 3 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ และนักลงทุนอาจนำไปปรับใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ต ในสภาวะที่มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเบาบาง


โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 ธ.ค. 67) ตลาดหุ้นไทยย่อตัว -4.43 จุด มาอยู่ที่ 1447.53 จุด ซึ่งที่สำคัญคือ มูลค่าซื้อขายเบาบางมาเหลือเพียง 3.59 หมื่นล้านบาท ในขณะเดียวกันต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทย 1.74 พันล้านบาท และขายติดต่อกันมา 3 วัน รวม 4.1 พันล้านบาท


ขณะที่ช่วงที่เหลือของปี 2567 มูลค่าซื้อขายยังมีโอกาสเบาบางต่อ เพราะใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลคริสต์มาส, Fund Flow ยังชะลอการไหลเข้า และ SET มี TRAILING P/E สูง เกือบ 20 เท่า ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน จึงแนะนำเน้น Selective Buy เลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว


ซึ่ง 3 ธีมหุ้นที่บล.เอเซีย พลัส แนะนำ ได้แก่ 1. หุ้นอิงเศรษฐกิจจีน ที่ราคาหุ้น Laggard และมีโอกาสรีบาวน์ตามความคาดหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน เช่น KCE ราคาหุ้นจากต้นปีปรับตัวลดลง 57%, HANA ราคาหุ้นจากต้นปีปรับตัวลดลง 51%, SCGP  ราคาหุ้นจากต้นปีปรับตัวลดลง 44%, SCC ราคาหุ้นจากต้นปีปรับตัวลดลง 42% และ PTTGC ราคาหุ้นจากต้นปีปรับตัวลดลง 35% ขณะที่หุ้นจีนใน HANG SENG INDEX ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.2% จากช่วงต้นปี


2.หุ้นที่มีโอกาสเข้าคำนวณใน SET50 รอบครึ่งแรกปี 2568 อย่าง BANPU, CCET และ COM7


3.หุ้นปันผลสูงจ่ายปันผลปีละครั้ง อย่าง KTB ซึ่งมี Dividend Yield 4.5% ต่อปี และ AP มี Dividend Yield 7.3% ต่อปี


จากข้อมูลข้างต้น Wealthy Thai จึงได้สำรวจปัจจัยพื้นฐานของ 3 หุ้นจาก 3 ธีมลงทุนมาฝากนักลงทุน ได้แก่ SCGP, BANPU และ KTB มานำเสนอ


สำหรับทิศทางการเติบโตของ SCGP บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติในไตรมาส 4/67 เบื้องต้นที่ระดับ 600-700 ล้านบาท ลดลง-ทรงตัวจากไตรมาส 3/67 QoQ แม้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ IPC มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังราคาต้นทุนวัตถุดิบเริ่มปรับตัวลง หลังถูกกดดันจากการรับรู้ผลขาดทุนเพิ่มเติมจาก Fajar หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นแบบเต็มไตรมาส (คาดผลขาดทุนของ Fajar ในไตรมาส 4/67 ราว 400-600 ล้านบาท)


ประกอบกับต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 700 ล้านบาทต่อไตรมาส จากการรับรู้ดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่ใช้ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Fajar แบบเต็มไตรมาส และค่าใช้จ่าย SG&A ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 3/67 และ 4/66 ตามฤดูกาลและค่าขนส่งระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น คงคำแนะนำ เก็งกำไร และราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2568  ที่ 28.50 บาท


ส่วน BANPU บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ในไตรมาส 4/67 แม้ปริมาณฝนตกในอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการผลิตถ่านหินและเป็นช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP HPC แต่คาดผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น พลิกจากขาดทุนจากไตรมาส 3/67 และ 4/66 หนุนจากอุปสงค์พลังงานเข้าสู่ High Season ในฤดูหนาว ทำให้ล่าสุดราคาก๊าซธรรมชาติและราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า


อีกทั้งต้นทุนการเงินลดลงหลังกระบวนการ Spin-off BKV เสร็จสมบูรณ์ รวมถึงขาดทุนจาก FX จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และมีโอกาสพลิกเป็นรับรู้กำไร FX เพราะล่าสุดเงินบาทอ่อนค่า (Sensitivity เบื้องต้นทุก 1 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลต่อกำไรราว 1 พันล้านบาท) โดยคงคำแนะนำ เก็งกำไร ราคาเหมาะสม 7 บาท


สุดท้าย KTB บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แม้เป้าสินเชื่อทั้งปีดูท้าทายและ NIM ในงวดไตรมาส 4/67 จะปรับลดลงจากไตรมาส 3/67 ตามการปรับลดดอกเบี้ยของ กนง. ช่วงที่ผ่านมา แต่มีด้านดีจากทิศทาง CREDIT COST รายปีที่ ลดลงจาก COVERAGE RATIO ที่ 179% ซึ่งสูงถึงกรอบเป้าหมาย และพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่ำ (รัฐบาลและลูกค้าราชการ)


ทั้งนี้ ประเมินกำไรไตรมาส 4/67 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 3/67 แต่ยังเติบโตจากไตรมาส 4/66 โดยประเมินกำไร 9 เดือนปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 84% ของประมาณทั้งปีที่ 3.98 หมื่นล้านบาท คงแนะนํา Outperform จากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีกว่ากลุ่มฯ ประกอบกับแผนเพิ่มนโยบายการจ่ายปันผล (ปี 2566 ที่ 33% ของกําไรสุทธิ) หลัง TIER-1 สูงเกินเกณฑ์ขั้นต่ำพอควรถือเป็น UPSIDE ต่อ DPS และ ROE