Official Update :

5 หุ้นโรงกลั่นน้ำมัน ในวันที่จะพ้นจุดต่ำสุด

กว่าจะผ่านปี 2563 มาได้ช่างยากเย็นเหลือเกิน เพราะการระบาดของ COVID-19 ทำให้ความต้องการใช้นำมันปรับตัวลดลงอย่างมาก หลังจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และหากราคาน้ำมันลดลง หนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลกระทบก็ต้องมีชื่อกลุ่ม โรงกลั่น เพราะอาจทำให้เกิดขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันก็เป็นได้ หรือเรียกกันว่า Stock loss


แต่ล่าสุดหุ้นกลุ่มนี้ก็ได้รับข่าวดีรับปีวัวกันอย่างสวยงาม อย่างที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือ OPEC+ มีมติคงกำลังการผลิตน้ำมันที่ระดับ 7.2 ล้านบาร์เรล/วันไปจนถึงสิ้นเดือนก.พ. ขณะที่ซาอุดีอาระเบียรับอาสาที่จะปรับลดกำลังการผลิตลงอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันสู่ระดับ 8.125 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ไปจนถึงสิ้นเดือนมี.ค.ปีนี้


จากประเด็นดังกล่าว น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากในวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ประชุมไม่สามารถหาข้อยุติกันได้ จนมาถึงที่ประชุมครั้งล่าสุด ที่ได้หาข้อยุติ และตกลงกันได้ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ข้างต้นนั้น


สำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนเฝ้าจับตามาโดยตลอดทำราคาหุ้นดีดตัวรับข่าวดังกล่าวทันที ทั้ง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP โดยหุ้นเหล่านี้ต่างได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง


“ปัจจัยแวดล้อมยังเป็นบวก เรามองว่าปัจจัยแวดล้อมของหุ้นกลุ่มพลังงานยังเป็นบวกต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม รวมถึงราคาน้ำมันดิบก็ยืนเหนือ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีแรงหนุนจาก Fund Flow แนะนำ ซื้อเก็งกำไร หุ้นโรงกลั่นซึ่งได้ประโยชน์ทั้งจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นและมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน”นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าว


ทั้งนี้ ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ค่าการกลั่น Singapore GRM เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม 1.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (สัปดาห์ก่อน $1.32) จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินที่ได้แรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่สหรัฐฯ ลดลงต่ำสุดในรอบสองเดือน ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาน้ำมัน Jet ก็เพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากเคยติดลบ -2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงเดือน ก.ย.


ทางด้านมุมมองของสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บอกว่า กลุ่มโรงกลั่น เริ่มกลับมาเป็นปกติ โดยแม้ว่าขาขึ้นจะกลับมาช้า แต่เรามีความมั่นใจสูงว่ากลุ่ม โรงกลั่น ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เราคาดว่า GRM ของที่สิงคโปร์จะยังคงอยู่ในระดับที่สูงที่ประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2564 เทียบกับ 0.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2563 จากการที่อุปสงค์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่อุปทานพันธมิตรทางงานวิจัยของเรา (Jefferies) มองการปิดของ โรงกลั่น เป็นปัจจัยบวก โดยการปิดของ โรงกลั่น ในช่วงปี 2563-64 เทียบเท่าการปิดในปี 2556 - 2562 รวมกัน



PTTGC กำไรปีนี้โตสองเท่าตัว


สำหรับ PTTGC เราคาดผลดำเนินงานของ Aromatics และโรงกลั่น จะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2564 ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อุปสงค์น้ำมันที่เริ่มกลับมา และการปิดตัวลงของโรงกลั่นทั่วโลก เรามองว่า Singapore benchmark GRM จะรักษาระดับที่ราว 2ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2564 (เทียบกับ 0.4ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2563)


อีกทั้งเรายังมองว่าอุปสงค์ polyester ที่ปรับตัวดีขึ้นและปริมาณกำลังการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัดในปี 2564 จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้แก่กลุ่ม aromatics เรามอง 2564 adjusted EBITDA สำหรับ aromatics (ยกเว้นกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงประมาณ 1 พันล้านบาทในปี 2563) และการขยายกำลังการกลั่นจะอยู่ที่ 39% และ 42% YoY ตามลำดับ


ดังนั้นคาดว่าปี 2564 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เป็น 8.8 พันล้านบาท จาก 4.5 พันล้านบาท ในปี 2563 โดยกลับสู่ระดับใกล้เคียงกับปี 2562 เรามองว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวจากการขาดทุนเนื่องจากขาดปัจจัยขาดทุนจากสินค้าในคลัง ดังนั้นจึงยังคงแนะนำให้ ซื้อ มูลค่าที่เหมาะสม 66.00 บาท ส่วนปัจจัยเสี่ยงเชิงลบ: ราคาผลิตภัณฑ์และส่วนต่างราคาที่ต่ำ และการปิดโรงงานกะทันหัน



TOP กำไรสุทธิพ้นจุดต่ำสุด


ขณะที่ TOP มีทิศทางดีขึ้น โดยธุรกิจโรงกลั่นและอะโรมาติกมีแนวโน้มเชิงบวก แม้ว่าทิศทางขาขึ้นจะค่อนข้างช้า แต่เราก็สามารถสรุปด้วยความมั่นใจได้ว่าธุรกิจโรงกลั่นนั้นเริ่มพ้นจากจุดต่ำสุดแล้ว และอุปสงค์กำลังค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ในส่วนของอุปทานนั้นถือว่ามีการปิดตัวโรงกลั่นมากขึ้น และทุบสถิติรอบสิบปี กำลังการผลิตเพิ่มเติมใน APAC คาดว่าจะเติมโตช้ากว่าการเติบโตของอุปสงค์ในปี 2564-66 นอกเหนือจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากจีน ทิศทางนโยบายจากรัฐบาลจีนยังมีแนวโน้มที่ดีอีกด้วย ในขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในโพลีเอสเตอร์ และกำลังการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัดใน ปี 2564 อาจช่วยเพิ่มอัตรากำไรในธุรกิจอะโรมาติกได้ด้วยเช่นกัน สามารถดูบทวิเคราะห์ธุรกิจพลังงานฉบับเต็มได้ที่ Thai Energy: Mean reversion


เราเชื่อว่ากำสุทธิของ TOP ได้พ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2563 และคาดว่าจะสามารถกลับมาทำกำไร ได้ราว 3.6 พันล้านบาทในปี 2564 จากปี 2563 คาดขาดทุนสุทธิ 7.02 พันล้านบาท เราคาดว่า TOP จะสามารถทำ GRM ได้ 3.7ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2564 นี้ เทียบกับ 0.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2563 และ 3.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2562 เราจึงปรับประมาณการณ์ TOP จาก ถือ เป็น ซื้อ ด้วยมูลค่าเหมาะสมที่ 67 บาท และเลือกเป็นหุ้นเด่นสำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานในไทย



IRPC ปรับตัวดีกว่ากลุ่มโรงกลั่น


ด้าน IRPC ธุรกิจโรงกลั่นเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามคาด โดยเราได้รวมการฟื้นตัวของกลุ่มโรงกลั่นในการคำนวณมูลค่าของ IRPC แล้ว โดยตั้งสมมติฐานการเติบโตของ GRM ขยายตัว จาก 2.8ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2563 เป็น 4.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2564 คาดธุรกิจโรงกลั่นจะคิดเป็นสัดส่วน 36% ของ GIM ทั้งหมดใน 2564 ประมาณการของเราต่ำกว่าที่ตลาดคาดอยู่ราว 18% และเราได้ปรับอัตรากำไรของกลุ่มเคมีให้เป็นไปตามราคาตลาด ทำให้เราปรับประมาณการปี 63 ขึ้น 8%


โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 1,936 ล้านบาท พลิกจากปี 2563 ที่คาดขาดทุนสุทธิ 7,706 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม IRPC ปรับตัวดีกว่ากลุ่มโรงกลั่นในไทยกว่า 28-36% และดีกว่าดัชนี SET ราว 60% จากช่วง พ.ย. 2563 IRPC ขณะนี้ จากการประเมินมูลค่าสิ้นปี 2562 เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสม 3.20 บาท (จาก 2.10 บาท) เราปรับคำแนะนำของ IRPC จาก ถือ เป็น ขาย ปัจจัยเสี่ยงเชิงบวก spread ระหว่างเคมีภัณฑ์ และ refining ที่สูงกว่าคาด และการใช้กำลังการผลิตที่สูงกว่าคาด



SPRC ได้รับผลโดยตรงจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่น


SPRC ถือครองความเสี่ยงโดยตรงจากการคาดการณ์การฟื้นตัวของกลุ่มโรงกลั่นมากที่สุด การประเมินของเราได้รวมปัจจัยการขยาย GRM จาก 3.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2562 สู่ 2.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี2563 และ 3.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2564


เราประเมินการฟื้นตัวของแก๊สโซลีน (ซึ่งถือเป็น 32% ของผลผลิตโรงกลั่น) จะค่อนข้างทรงตัว และฟื้นตัวมากกว่าน้ำมันประเภทอื่น อัตราการใช้โรงกลั่นคาดว่าจะกลับมาอยู่ในระดับปกติที่ 95% ในปี 2564 เทียบกับระดับ 84% ในการคาดการณ์ช่วง 2563 จากปัจจัยทั้งหมดการประเมินของเราแสดงให้เห็นถึงการแกว่งตัวของจากผลขาดทุน 6.6 พันล้านบาทในปี 2563 สู่ผลกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท ในปี 2564 ดังนั้นเราปรับคำแนะนำ SPRC จาก ถือ เป็น ซื้อ และปรับมูลค่าที่เหมาะสมไปอยู่ที่ 9.50 บาท (จาก 6.20 บาท)



BCP วางกลยุทธ์ที่แตกต่าง


และสุดท้าย BCP แม้ล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์ออกมา แต่ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ได้ระบุว่า BCP ตั้งเป้าเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่รองรับตลาดเฉพาะกลุ่มด้วยกลยุทธ์ธุรกิจที่แตกต่างจากคู่แข่งในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน BCP ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้านอกกลุ่มน้ำมันที่ผลิตได้จากโรงกลั่นน้ำมันของ BCP จาก 5% เป็น 30-40% เช่น น้ำมันเกรด พิเศษ Unconverted Oil (UCO) และตัวทำละลาย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความต้องการใช้น้ำมันของโลกที่จะแตะจุดสูงสุดในอนาคตอันใกล้นี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มการส่งออก UCO เพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 1-2 ครั้ง เป็น 3-4 ครั้งต่อเดือน ในปี 2564 แม้อัตราการใช้กำลังการกลั่นจะทรงตัวก็ตาม


โดยในส่วนของธุรกิจน้ำมันค้าปลีก BCP คาดว่าจะเพิ่มจำนวนสถานีบริการน้ำมันขึ้นปีละ 100 แห่งและร้านกแฟล 180 แห่ง หรือมีอัตราเติบโตที่ 8% และ 27% ในปี 2564 นอกจากนี้ BCP จะนำแนวคิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสีเขียวมาเป็นกลยุทธ์ของธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ทั้งนี้ ผู้บริหารคาดว่าจะนำธุรกิจชีวภาพอย่าง BBGI จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงสิ้นปี 2564


ดังนั้น คงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2564 ที่ 22.80 บาท จากมูลค่าหุ้นที่ถูก โดยซื้อขายด้วย PBV 2564 ที่ 0.61 เท่า เทียบกับของคู่แข่งในประเทศที่ 1.06 เท่า เราคาดว่าส่วนลดของราคาหุ้นจะเริ่มแคบลงหลังการซ่อมบำรุงโรงกลั่นแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2564 จากผลประโยชน์ของโครงการ 3E และ upside จากดีล M&A ในธุรกิจไฟฟ้า


ขณะเดียวกัน เราเห็นความเป็นไปได้ที่บริษัทฯ จะจ่ายเงินปั้นผลพิเศษจากกำไรที่ได้รับจากการขายหุ้น LAC หรือสะท้อนถึงกระแสเงินสดเพิ่มเดิมที่ 2.2 บาท/หุ้น ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายสิ้น 2564 ของเราที่ 22.80 บาท คำนวณด้วย PBV ปี 2565 ที่ 0.86 เท่า โดยคาดกำไรสุทธิปี 2564 ที่ระดับ 1,245 ล้านบาท จากปี 2563 คาดขาดทุนสุทธิ 6,515 ล้านบาท





This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”