“นพพร” ยัน “ณพ ณรงค์เดช” ยังติดหนี้ ใกล้สิ้นสุดการรอคอย “วินด์ เอนเนอร์ยี่” เข้าตลาดหุ้น
เป็นปัญหามหากาพย์ของผู้ถือหุ้น และเจ้าของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่” มาอย่างยาวนานกว่า 5 ปี ในการพยายามหาหนทางข้อสรุปที่จะนำหุ้น “วินด์ เอนเนอร์ยี่” ระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่คงจะต้องติดตาม
นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ถือหุ้นเดิม และผู้ก่อตั้งบริษัท บริษัทวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง เปิดเผยถึงกรณี “ทนายที่ชื่อนายปกปัก ทองภักดี และนายณพให้ข่าวต่อสื่อ เผยว่าศาลสิงคโปร์พิพากษาชี้ชัด ณพ ณรงค์เดช ไม่ผิดสัญญาซื้อหุ้นกลุ่ม WEH-พ้นทุกข้อกล่าวหา
โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครั้งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด นั่นหมายถึงนายณพไม่ได้ติดค้างชำระค่าหุ้น ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดจากการซื้อหุ้นตามที่โดนกล่าวหาและไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ตามที่นายนพพรร้องขอ เท่ากับว่านายณพได้ชำระเงินค่าหุ้นที่ซื้อจากนายนพพร ผู้ต้องหาหนีคดี ครบถ้วนสมบูรณ์ตามสัญญาซื้อขายแล้ว
ทั้งนี้ ตนเองน้อมรับคำตัดสินของศาลสิงคโปร์ แต่คำตัดสินนี้ไม่ได้ตัดสินว่านายณพ ณรงค์เดชไม่ได้เป็นหนี้ ค้างชำระค่าหุ้น จำนวน 525 ล้านเหรียญบวกดอกเบี้ย ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศที่ออกมา
โดยศาลอุทธรณ์สิงคโปร์มีอำนาจเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี เช่นไม่มีอำนาจพิพากษาว่าใครเป็นหนี้ใคร หรือไม่ได้เป็นหนี้ใคร
ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์สิงคโปร์เห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีของอนุญาโตตุลาการยังขาดความสมบูรณ์หรือ ก็มีอำนาจที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ดังนั้นในกรณีนี้ศาลอุทธรณ์สิงคโปร์เห็นว่า กระบวนการพิจารณาของคดีอนุญาโตตุลาการในคดีค่าหุ้นส่วนที่เหลือจำนวน 525 ล้านเหรียญ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด และค่าใช้จ่าย ยังขาดความสมบูรณ์ ศาลจึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาด แต่ก็เห็นชอบที่บริษัทจะนำเสนอข้อพิพาทใหม่ต่ออนุญาโตตุลาการหากยังไม่ได้รับการชำระหนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อนายณพได้หุ้นไปแล้ว และความเป็นเจ้าหนี้ค่าหุ้นของนายนพพรตามกฏหมายยังคงอยู่ ตนจะเสนอข้อพิพาทเรียกเงินค่าหุ้นจำนวน 525 ล้านเหรียญพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด และค่าใช้จ่าย อีกครั้ง ต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากนายณพให้ความร่วมมือไม่ถ่วงเวลา ก็จะมีคำชี้ขาดเรื่องนี้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
โดยนายณพ ยังมีหนี้ที่จะต้องชำระอยู่ 525 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญาซื้อขายหุ้น ซึ่งค้างชำระมานานกว่า 5 ปี ขณะเดียวกันยังมีหนี้ค้างชำระค่าหุ้นงวดแรกอีกจำนวน 78.74 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นทำให้นายณพ ยังคงมีฐานะเป็นลูกหนี้ของตน รวมทั้งสิ้น 762 ล้านเหรียญสหรัฐ
ที่ผ่านมา คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ มีคำชี้ขาดตัดสินให้ นายณพ ชำระค่าหุ้นให้ตนเอง แต่นายณพเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อีกทั้งนายณพและพวก โดยเฉพาะทีมทนายส่วนตัวของนายณพ ยังวางแผนโอนหุ้นไปให้พรรคพวกตัวเองในราคาที่ต่ำ
ขณะเดียวกันหุ้นบางส่วนก็ขายไปให้คนนอกที่ไม่รู้เรื่องในราคาสูง เช่นบริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ AQ หลังจากนายณพได้เงินจากการขายหุ้นมา แต่ก็ไม่เคยนำเงินมาชำระหนี้เพิ่มเติมเลย ต่อมาตนได้รับเอกสารจากการดำเนินคดีกับนายณพในประเทศไทยและมีข้อมูลที่ทีมทนายของตนเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องพึ่งศาลในประเทศอังกฤษ
ดังนั้นตนเลยมีความจำเป็นที่ต้องยื่นคดีหลักต่อศาลในประเทศอังกฤษ ให้ดำเนินคดีข้อหาร่วมกันสมคบคิดฉ้อฉล (conspiracy) กับจำเลยต่างๆ รวมถึงบริษัทโกลเด้น มิวสิค ของนายณพในประเทศฮ่องกง มูลค่าความเสียหาย 2,000 ล้านปอนด์ ซึ่งครอบครองหุ้นวินด์ฯ จำนวนกว่า 42 ล้านหุ้น และมีมูลค่ามากพอที่จะนำเงินมาใช้หนี้บางส่วนได้ ภายหลังหากถูกบังคับคดีขายทอดตลาด ดังนั้น คดีฉ้อฉลในประเทศอังกฤษนี้จึงเป็นคดีหลักสำหรับข้อพิพาทระหว่างบริษัทของนายนพพร กับกลุ่มนายณพ ณรงค์เดช
ทั้งนี้ตามไทม์ไลน์ระยะเวลาการตัดสินของศาลที่ประเทศอังกฤษนั้น คาดว่ากระบวนการนัดสืบพยานจะสิ้นสุดในช่วงปลายปี 65 จากนั้นเชื่อว่าจะพิจารณาคดีในต้นปี 66 ส่วนระยะเวลาการขายทรัพย์ทอดตลาด หากตนเองเป็นฝ่ายชนะนั้น ยังไม่สามารถระบุเวลาที่ชัดเจนได้แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าบริษัทวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้หากมีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามาซื้อทรัพย์สินในครั้งนี้
ปัจจุบันหุ้นวินด์ฯ ทั้งหมดที่โกลเด้น มิวสิคถือก็ยังคงอยู่ภายใต้คำสั่งห้ามจำหน่าย จ่าย โอน โดยศาลสูงอังกฤษ คดีที่ศาลอังกฤษนี้จะสืบพยานเดือนตุลาคมปีหน้า โดยปัญหาในวินด์ฯ ทั้งหมดกว่า 5 ปี จะหมดไปหรือไม่ และวินด์ฯ จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาลสูงอังกฤษในคดีฉ้อฉล ซึ่งกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อฉลหลายคนจะมีผลสำคัญต่อการจบปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีการฟ้องคดีอาญาข้อหาโกงเจ้าหนี้กับนายณพ ณรงค์เดชกับพวกในประเทศไทย ซึ่งหลังจากไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลอาญาพบว่าคดีมีมูล จึงสั่งประทับรับฟ้องนายณพ และนางพอฤทัย ภรรยา โดยให้นายณพกับภรรยาประกันตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
รวมไปถึงคดีที่นายเกษม ณรงค์เดช ผู้ก่อตั้ง บริษัท เคพีเอ็น แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา และพวก ในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารสิทธิและใช้เอกสารปลอม จากกรณีพิพาทคดีหุ้น บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่โฮลดิ้ง จำกัด ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ซึ่งก็พิสูจน์ถึงการกระทำนายณพ ที่ไม่ยอมแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจ
