Official Update :

เทียบฟอร์ม CK – STECON ใครปังสุดในหุ้นรับเหมาก่อสร้าง?!

หุ้นรับเหมาก่อสร้าง แม้จะไม่ใช่กลุ่มที่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ก็ถือเป็นกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ เนื่องจากมักมีความเกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐที่จะกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการในธุรกิจรับเหมาฯ อยู่เสมอ ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ซึ่งหุ้นรับเหมาฯ ที่มีความโดดเด่นและได้รับความสนใจจากนักลงทุนอยู่เสมอ คือ CK และ STECON


โดย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ฝ่ายวิจัยฯ ยังคงน้ำหนักลงทุน “เท่ากับตลาดฯ” กลุ่มรับเหมาฯ เนื่องจากประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานจะยังไม่โดดเด่นใน 2 ไตรมาสหน้า ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ ชอบ CK มากกว่า STECON เนื่องจากคาดแนวโน้มกำไรปี 2567 – 69 จะโตเด่นกว่า ขณะที่ Backlog สูงถึงเกือบ 2 แสนล้านบาท (New high) ขณะที่คาด STECON ผลการดำเนินงานและการรับงานใหม่ช้า กว่าคาดไว้เดิม ทั้งนี้ ESG rating ของ CK และ STECON ได้รับการปรับระดับขึ้นมา 1 ระดับเป็น AA


ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้หยิบยกเอาบทวิเคราะห์รายตัวของหุ้นทั้ง 2 จาก บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เพื่อให้เห็นภาพโดยรวมการดำเนินธุรกิจและแนวโน้มผลประกอบการของทั้ง 2 บริษัท โดยมีรายละเอียดดังนี้


สำหรับ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) CK บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองแนวโน้มรายได้ระยะยาวเป็นบวก ขณะที่ปัจจุบันรายได้หลักมาจากโครงการพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางใน สปป.ลาว รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ฝั่งใต้) รถไฟทางคู่-เด่นชัย โดยมีมูลค่างานเหลือสูงที่ 6.3 หมื่นลบ./1.2 หมื่นลบ. /1.8 หมื่นลบ. ตามลำดับ อีกทั้งปี 2568-2569 CK จะเริ่มรับรู้รายได้จากงานโยธาที่ได้รับใหม่มูลค่า 8.25 หมื่นลบ. และงานระบบ (M&E) มูลค่า 2.67 หมื่นลบ.ของรถไฟฟ้าสายสีส้ม และโครงการทางด่วนยกระดับมูลค่า 3.5 หมื่นลบ. ในขณะที่ CK ยังคาดอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจากโครงการใหม่ๆ ที่มีอัตรากำไรสูงกว่าโครงการเดิม


ดังนั้น คาดอัตราการเติบโตกำไรเป็นเลขสองหลักราว 15-20% ต่อปี ในช่วงปี 2567-2569 งานในมือ (backlog) ยังสร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยงานในมือของ CK ณ ปัจจุบันมีสูงถึง 2.20 แสนลบ. โดย 50% มาจากรถไฟฟ้าสายสีส้ม 30% จากโครงการพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง อีกทั้ง คาดว่า CK ได้ร่วมกับ BEM จะลงนามโครงการทางด่วนยกระดับมูลค่า 3.5 หมื่นลบ. ในไตรมาส 1/68 ส่งผลให้ backlog ใกล้สู่ 2.50 แสนลบ. ซึ่งเพียงพอที่จะเป็นหลักประกันรายได้ของ CK ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า


หากนับจากโครงการต่าง ๆ ที่ CK มีอยู่ รายได้ของ CK จากโครงการหลวงพระบางยังคงแข็งแกร่งจนถึงปี 2570 ที่ 1.60 -1.80 หมื่นลบ.ต่อปี ขณะที่ตั้งเป้าหมายได้โครงการภาครัฐใหม่มูลค่ารวมสูงถึง 4.94 แสนลบ. โดยในปี 2568 โครงการต่าง ๆ ประกอบด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงสามเฟสมูลค่ารวม 6.60 หมื่นลบ. โครงการรถไฟทางคู่ 6 โครงการมูลค่ารวม 2.46 แสนลบ. โครงการถนน 4 โครงการ (รวมทางด่วนยกระดับมูลค่า 3.50 หมื่นลบ.) มีมูลค่ารวม 1.20 แสนลบ. และโครงการสนามบิน 3 โครงการ มูลค่ารวม 6.20 หมื่นลบ. ทั้งนี้ โครงการส่วนใหญ่ถูกเสนอไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแล้วแต่ยังคงรอการอนุมัติจากรัฐบาล (Figure 2) Valuation & Action


ทั้งนี้ บล.เคจีไอ ปรับประมาณการเล็กน้อยสำหรับปี 2567-2568 ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไร 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2567, 15% ในปี 2568 และ 20% ในปี 2569 ขณะที่ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นที่ 23.00 บาท จากเดิม 21.40 บาท พร้อมปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น CK ขึ้นเป็น "ซื้อ" จากถือ


ขณะที่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจหลักจะยังคงถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อซ่อมแซมความเสียหายของอุโมงค์ป้องกันน้ำท่วมที่บึงหนองบอนประมาณ 700 ล้านบาท โดย 55% ได้ถูกบันทึกไปแล้วจนถึงสิ้นไตรมาส 3/67 และอีก 45% น่าจะถูกบันทึกในอีก 12 เดือนข้างหน้า กรณีนี้ชี้เป็นนัยว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะยังคงอ่อนแอต่ำกว่า 4% เป็นอย่างน้อยไปอีก 3-4 ไตรมาสหน้า ในขณะที่ลูกหนี้การค้าก็เร่งตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/67 จาก 800 ล้านบาท ที่ค้างชำระจากโครงการ Clean Fuel (CFP) ของไทยออยล์ หลังจากหนึ่งในผู้รับเหมาหลัก 3 รายเกิดปัญหาสภาพคล่อง


อย่างไรก็ดี STECON ได้ทำตามข้อกำหนดขั้นต่ำในโครงการนี้ระหว่างการเจรจาเพื่อการชำระหนี้ แม้ว่าการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสีชมพูจะยังคงขาดทุนต่ออีกหลายปี แต่ผลการดำเนินงานน่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากจำนวนผู้โดยสารรายวันที่เพิ่มขึ้น โดยที่ทั้งรถไฟฟ้าสองสายดังกล่าวจะถึงจุดคุ้มทุนเมื่อมีผู้โดยสารรายวันถึง 1 แสนคนในแต่ละสาย จากปัจจุบันราว 4.10 หมื่นคน ในสายสีเหลือง และราว 6 หมื่นคน สำหรับสายสีชมพู


ทั้งนี้ คาดกำไรยังคงซบเซาอย่างน้อยจนถึงกลางปี 2568 บนสมมติฐานของการไม่มีค่าเคลมประกันในระยะใกล้ ๆ นี้ ขณะที่ประมาณการขาดทุนสุทธิปี 2567 ที่ 140 ล้านบาท ส่วนปี 2568 คาดว่าจะมีกำไรที่ 127 ล้านบาท จากนั้นปี 2569 มีกำไรที่ 287 ล้านบาท (+126% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทั้งนี้ ธุรกิจใหม่ ๆ อย่างศูนย์ข้อมูล (data center) และธุรกิจสาธารณูปโภคอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังจำเป็นต้องใช้เวลากว่าจะทำกำไรได้ Valuation & Action อิงตามสมมติฐานใหม่ โดยราคาเป้าหมายถูกปรับลดลงที่ 8.50 บาท จากเดิม 10.40 บาท และปรับลดคำแนะนำหุ้น STECON ลงเป็นเพียง “ถือ” จากซื้อ