4 ยักษ์ใหญ่ไทย กำลังผลิตแบตเตอรี่ ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงานอนาคต
ธีมการลงทุนหรือเทรนด์การลงทุนของโลกขณะนี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะประกาศขึ้นรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.64 นี้ ซึ่งหนึ่งในนโยบายหลักคือการสนับสนุนเรื่องโครงการพลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีแบตเตอรี่เริ่มมีส่วนในชีวิตของมนุษย์เพราะสามารถกักเก็บพลังงานให้คงอยู่และทยอยออกมานำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยที่ไม่ต้องผลิตและสูญไป ซึ่งในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีประเภทนี้อย่างมาก
ขณะเดียวกันเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของไทยเองเริ่มเป็นที่สนใจกันมากขึ้นจนบริษัทหลายๆแห่งของไทยให้ความสนใจเริ่มศึกษาและเริ่มลงมือกระบวนการผลิตแล้ว โดยทีมข่าว Wealthy Thai ได้ลองสำรวจข้อมูลแล้วพบว่า 4 บริษัทใหญ่ของไทยที่ทำธุรกิจด้านพลังงาน เริ่มมองหาและเตรียมดำเนินธุรกิจภายใต้คอนเซ็ปต์พลังงานสะอาดกันมากขึ้น โดย 4 บริษัทที่กล่าวมาได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA,บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC,บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP
ก่อนที่จะลงลึกไปยังรายละเอียดว่า 4 หุ้นนี้ทำธุรกิจแบตเตอรี่ประเภทไหนอะไรยังไงกันบ้าง เบื้องต้นของเล่าว่า 4 หุ้นเล่านี้ได้รับผลดีจากการกระแสเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องตลอดในช่วงการเปิดศักราชใหม่ของปี 64 เพราะด้วยการมุ่งเน้นไปยังโครงการพลังงานสะอาด หรือ Clean Energy ที่ต่างชาติกำลังเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริงแบบเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หากพูดง่ายๆก็คือ 4 หุ้นดังกล่าวนี้เหมาะสมกับธีมกลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินั่นเอง
EA หรือจะเป็น "Tesla" เมืองไทย
สำหรับ รายละเอียดของการเริ่มกระบวนการผลิต หรือการมีคอนเซ็ปต์ทางธุรกิจที่แต่ละบริษัทจะทำในเรื่องของแบตเตอรี่ขอเริ่มกันที่ EA นักลงทุนรู้กันดีแล้วว่าทาง EA ได้ไปลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพของทางไต้หวันที่ชื่อว่า Amita Technologies Inc โดยเป็นโครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเฟสแรก ขนาดกำลังการผลิต 1 กิ๊กกะวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี ซึ่งในระยะแรกทาง EA เพื่อนำมาใช้ในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA 1 และเรือไฟฟ้า ตามแผนที่วางไว้ (ฟังดูแล้วคุ้นเหมือนกับว่า EA นี่แหละจะเป็น Tesla เมืองไทยตัวจริง) นอกจากนี้เองแบตเตอรี่ที่จะผลิตสามารถนำไปใช้กักเก็บพลังงาน ในโรงไฟฟ้าทุกประเภท ระบบสายส่งและจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรม อาคาร ที่อยู่อาศัย อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ขณะที่ทางด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น EA พบว่า หากย้อนหลังช่วง 1 เดือน ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 37.02% ซึ่งมีราคาต่ำสุดที่ 43.25 บาท และสูงสุดที่ราคา 69.25 บาทต่อหุ้น
GPSC ผลิตเพื่อรองรับยนตกรรมในอนาคต
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ประกาศเข้าลงทุนบริษัทสตาร์ทอัพที่ประเทศสหรัฐฯอย่าง บริษัท 24M Technologies เพื่อร่วมกันคิดค้นวิจัยที่จะผลิตแบตเตอรี่สตอเรจ และไม่นานมานี้ได้ประกาศว่าสามารถผลิตแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยี Semi-solid เซลล์แรกของประเทศไทย หรือ“G-Cell” ได้แล้ว และคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการผลิต (Start of Regular Production) ภายใน ไตรมาส 2/64 โดยในช่วงแรกโรงงานจะผลิตแบตเตอรี่ ทั้งในส่วน Mobility และ Stationary ป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรม สถานีอัดประจุ ธุรกิจขนส่ง เช่น รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า และการประยุกต์ใช้งานด้านอื่น
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น GPSC ย้อนหลังในช่วง 1 เดือนราคาปรับเพิ่มขึ้นตอบสนองรับข่าวธีมการลงทุนไปแล้ว 12.72% โดยทำราคาต่ำสุดที่ 65 บาท และทำราคาสูงสุดที่ 84.75 บาท
BPP ผันธุรกิจหวังเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด
เป็นอีกหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานที่สร้างมลพิษให้กับโลก โดยเฉพาะจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่อย่างไรก็ตามในวันนี้ทาง BPP ได้แสวงหาการลงทุนในด้านของพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดย BPP ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทแม่อย่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด (Banpu NEXT) เตรียมก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีแผนจะต่อยอดในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดสู่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาเพื่อให้บริการระบบจัดเก็บพลังงานสามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การใช้งานร่วมกับระบบโซลาร์เพื่อเป็นแหล่งสำรองไฟฟ้า (Uninterruptible Power Supply หรือ UPS) การใช้งานสำหรับระบบสมาร์ทกริด หรือ ไมโครกริด (Smart Grid, Microgrid) เพื่อช่วยลูกค้าลดค่าไฟฟ้าด้วยการบริหารการใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง (On Peak)
โดย บ้านปู เน็กซ์ ได้เข้าถือหุ้น 47.68% ของบริษัท ดูราเพาเวอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ธุรกิจจัดเก็บพลังงานของสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในเมืองซูโจว (Suzhou) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่สามารถรองรับแผนการผลิตได้ถึง 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างศึกษาและพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งสำหรับกลุ่มที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและกลุ่มที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย
ทั้งนี้หากย้อนดูสถิติราคาหุ้นย้อนหลังการซื้อขายในรอบ 1 เดือน ราคาหุ้นของ BPP ยังลดลง -1.22% โดยมีช่วงราคาต่ำสุดที่ 15.10 บาท และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปที่ 17.30 บาท
BCP ผู้ผลิตเหมืองแร่ลิเทียม
เรียกได้ว่าทาง BCP เหมือนจะเป็นผู้นำทางด้านการประกอบธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมเจ้าแรกๆของไทยเลยก็ว่า เพราะก่อนหน้านี้ได้ประกาศสำหรับการลงทุนเหมืองแร่ลิเธียม โดยเป็นการลงทุนผ่านการถือหุ้น 15.8% ใน Lithium Americas Corp. (LAC) ขณะที่ LAC เป็นผู้ถือหุ้น 50% ร่วมกับ Ganfeng Lithium ถือหุ้นอีก 50% ใน Minera Exar ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเหมืองแร่ลิเทียมในอาร์เจนตินา นอกจากนี้ LAC ยังถือหุ้น 100% สำหรับการพัฒนาเหมืองแร่ลิเทียมอีกแห่งหนึ่งในรัฐ Nevada ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดทาง BCP ประกาศขายหุ้นที่ถืออยู่ใน LAC ออกมาจนเหลือ 0.5% แต่อย่างไรก็ตามทาง BCP ยังคงได้รับสิทธิในการซื้อลิเทียมตามสัญญา Lithium Purchase Agreement สูงสุด 6,000 ตันต่อปี จากโครงการ Cauchari-Olaroz โดยแร่ลิเทียมของ BCP นั้นสามารถนำไปต่อยอดเพื่อผลิตแบตเตอรี่เองได้หรือสามารถนำไปจำหน่ายให้กับผู้ที่ผลิตแบตเตอรี่
หากย้อนกลับไปดูราคาหุ้นในช่วง 1 เดือน พบว่าราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้นไปกว่า 18.93% โดยทำราคาต่ำสุดที่ 19.50บาท และสูงสุดที่ราคา 25.50 บาท ซึ่งราคาหุ้นของ BCP ถือว่ายังต่ำกว่าราคาบุ๊คที่ 34.50 บาท

