ดอลลาร์อ่อนดึง Fund Flow เข้า ดันหุ้นไทยปี 64 ทะยาน 1,650 จุด
ปิดท้ายปี 2563 ไปแล้วภายใต้แรงกดดันมากมายที่ถาโถมเข้ามาฉุดดัชนีตลาดหุ้นไทยทั้งจากการระบาดของ COVID-19 และปัจจัยการเมืองในประเทศ รวมทั้งสงครามราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา และนับจากนี้ไปยังปี 2564 ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะยังน่าสนใจหรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อมกันกับ “คุณ กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน-กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)
ทั้งนี้ คุณ กรภัทร วรเชษฐ์ ได้เปิดเผยกับ ทีมข่าว Wealthy Thai เกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในปี 2564 ว่า ทิศทางการลงทุนของตลาดหุ้นไทยปี 2564 ได้ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1650 จุด โดยกรอบดัชนีระหว่างปีคาดอยู่ที่ระดับ 1300-1680 จุด
ทั้งนี้ภายใต้การประเมินดังกล่าว คาดว่าจะมีปัจจัยบวกมาจากสัญญาณเศรษฐกิจของเอเชีย และสัญญาณเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ประเมินว่าจะเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยนับตั้งแต่เอเชียตอนเหนือ โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีแรก 2565 ซึ่งยังอยู่ในกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า
ขณะที่ประเด็นค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่านั้น ประเมินว่าจะเป็นปัจจัยบวกให้กระแสเงินไหลเข้าเอเชีย และประเทศไทยอีกด้วย ส่วนในเรื่องของการกระจายวัคซีน ซึ่งประเทศไทยจะมีการกระจายวัคซีนในช่วงปลายปี 2564 ดังนั้นจึงประเมินว่ามีโอกาสให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวน่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี 2564
สำหรับหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเริ่มจากกลุ่มแรกน่าจะเป็นกลุ่มวัฏจักรที่จะได้ประโยชน์จากภาพของการกลับมาสั่งซื้อสินค้าของเอเชีย เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต อาทิเช่น PTT,SCC,SCGP,TOP และ VNT ขณะที่กลุ่มที่สอง จะเป็นกลุ่มกระแสพลังงานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า เช่น GULF และKCE ที่น่าสนใจเข้าลงทุน
อย่างไรก็ตามปัจจัยลบต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการระบาดรอบสองของ COVID-19 ที่ล่าสุดยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นปัจจัยกดดันให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวช้า รวมทั้งประเด็นการเมืองก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกันว่า จะมีแรงกดดันเพิ่มเติมหรือไม่
ขณะที่รายงานเพิ่มเติมจากบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2564อาจจะไม่ได้ฟื้นตัวเร็วเท่าประเทศอื่นๆใน EM-Asia เนื่องจากไทยพึ่งพาภายนอกสูง ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 44.7% และ 11.1% ของ GDP ปี 2561 ซึ่งกว่าที่เศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัวสู่ระดับปกติได้นั้นต้องใช้เวลาจนถึงปี 2565 โดย Nomura คาดเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว +3.2% และ +5.3% ในปี 2564-65 ตามลำดับ จากหดตัว -6.9% และมีความเสี่ยงทางการเมือง จากการชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯลาออกจากตำแหน่งและแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ภาพของวงจรการลงทุนในเอเชียปี 2564 ที่เป็นบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และการทยอยกระจายวัคซีนซึ่งของไทยคาดว่าราวไตรมาส 4/64 ทำให้เริ่มเห็นการกลับสถานะของนักลงทุนต่างชาติล่วงหน้า หลังขายไปหุ้นไทยตั้งแต่ ต.ค.2560 ไป -4.2%ของมูลค่าตลาด เหลือ F-Holding 25-26% ใกล้เคียงแรงขาย -4.4% ช่วง GFC 2551 โดยคาดว่าใน 1-2 ปีถัดไป จะเป็นการกลับสถานะเหมือนปี 2552-2553 ที่กลับมาซื้อหุ้นไทยราว 1-2% ของมูลค่าตลาด จากมุมมองเศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ปกติในครึ่งปีแรกของปี 2565 ทำให้วงจร Earnings Upgrade น่าจะเริ่มเห็นสัญญาณในไตรมาส 2/2564 เป็นต้นไป
ดังนั้นทำให้ภาพดัชนีปี 2564 ของไทย ฐานตลาดจะสูงขึ้นช่วงปลายปี จากอิทธิพลของกำไรตลาดในปี 2565 (การท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักปลายปี 2564จาก Pent-up demand การทำ Travel Bubble และจาก Travel-savings) CNS ประเมินกำไรตลาดปี 2564-2565 ที่ 74-88บาท/หุ้น และวางดัชนีเป้าหมายปี 2564 ที่ 1,650 จุด (ERP 4% @ PER สิ้นปี 2564 ที่ 18.75 เท่า)

