Official Update :

“3 หุ้นโลจิสติกส์” จะร้อนแรงอีกครั้ง ในวันที่ไม่ต้องล็อคดาวน์

หุ้นหลายเซ็คเตอร์อาจจะได้รับผลกระทบ แต่ที่แน่ๆ มีหุ้นกลุ่มโลจิสติกส์ที่ยิ่งได้อานิสงส์จากการลดการเดินทาง มาดูกันว่าหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ (ไม่รวมหุ้นกลุ่มเดินเรือ) อย่าง JWD ,WICE และหุ้น KEX หรือเคอรี่ฯ ที่เพิ่งเข้าเทรดหมาดๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง?



พลิกวิกฤติ….JWD กำลังจะปรับไปขนส่งวัคซีนให้กับโรงพยาบาล

เริ่มจาก JWD หรือบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2563 ไว้ที่ 317 ล้านบาท ซึ่งลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) แต่ปรับประมาณการกำไรปี 2564 ขึ้น 10% เป็น 405 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 27.9% YoY หรือทำ “New High” จากการเติบโตของรายได้ในทุกธุรกิจ และ GPM ที่ดีขึ้น โดยธุรกิจอาหารในไต้หวันที่เคยกดดัน GPM ของกลุ่มจะดีขึ้น ปัจจุบันได้งานตัดผักให้ McDonald ใน ไต้หวันทุกสาขาแล้วและกำลังขยายไปยังลูกค้ากลุ่มร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมองว่า GPM ธุรกิจนี้ผ่านจุดต่ำสุดไป แล้ว


สำหรับอานิสงส์จาก “การขนส่งวัคซีน Covid-19” นั้น แม้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยังประเมินมูลค่าไม่ได้ แต่มีนัยสำคัญ และอาจเป็นกลุ่มรายได้หลักในระยะยาวของ JWD ซึ่งไม่เพียงแต่วัคซีน COVID-19 เท่านั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาและเจรจากับพันธมิตรในกลุ่มโรงพยาบาล ที่ส่วนใหญ่ไม่มีความต้องการจะลงทุนในส่วนนี้เอง ทำให้ JWD มีโอกาสและมีความพร้อมทั้งคลังเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง -40 องศาเซลเซียส และรถขนส่งที่ -18 องศาเซลเซียส ซึ่งปรับปรุงอุณหภูมิได้ตามความต้องการได้ไม่ยาก และมีความโดดเด่นเรื่องการขนส่งแบบทันเวลา (Just in time)


ขณะเดียวกันธุรกิจขนย้ายข้ามพรมแดน จะกลับมาคึกคักขึ้นหากสถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้น มีการคลาย Lockdown ของประเทศเพื่อนบ้าน และการเปิดเสรีการค้า RCEP ขณะที่ “ธุรกิจคลังเย็น” มีคลังใหม่ (คลัง 9) ขนาด 14,000 Pallets สร้างรายได้เต็มปีในปีหน้า ขณะที่มีโครงการ JV กับ MMP ผู้ประกอบการปลาทูน่ารายใหญ่ของประเทศให้ JWD ก่อสร้างคลังเย็นให้ขนาด 19,000 Pallets คาดแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 2564 ซึ่ง MMP จะเช่าใช้ที่ 70% ทันทีทำกำไรได้ทันที โดย JWD ถือในสัดส่วน 40%


ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) มองว่า รายได้จากธุรกิจอาหารได้รับอานิสงส์จาก Covid-19 จากความต้องการสินค้าผักตัดสำเร็จรูปและธุรกิจไข่แปรรูป (Liquid eggs) เพิ่มสูงขึ้น ส่วนรายได้จากธุรกิจคลังสินค้าทั่วไปและสินค้าอันตราย ในไตรมาส 3/63 ลดลง 3.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หรือลดลง 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) รายได้ที่ลดลงมาจากจำนวนตู้สินค้าอันตรายที่ผ่านเข้าท่าเรือแหลมฉบับลดลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยังไม่มี COVID-19 สำหรับธุรกิจห้องเย็นเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จึงยังอยู่ในระดับดี -2.7% QoQ ตามฤดูกาลแต่เพิ่มขึ้น 25.5% YoY ทั้งหมดนี้ส่งผลให้รายได้รวมไตรมาส 3/63 เพิ่มขึ้น 12.3% QoQ และเพิ่มขึ้น 11.0% YoY



รอขนส่งวัคซีน covid-19

ส่วน WICE หรือบริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ทางบริษัทกำลังทบทวนเพิ่มรายได้ปี 2564 จากเดิมที่ตั้งไว้ 3,200 ล้านบาท เพราะกระแสตอบรับที่ดี ทำให้มีแผนลงทุนเพิ่มในบริการ Cross border และวางแผนเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ เนื่องจากมีโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ย้ายจากจีนมาที่ไทย ประกอบกับตู้สินค้าของ WICE รองรับอุณหภูมิติดลบ 20-30 องศาเซลเซียส หากสอดคล้องกับความเย็นที่ใช้เก็บรักษาจะช่วยให้ WICE มีโอกาสได้งานขนส่งวัดชีน Covid-19 ขณะที่ประเด็นการหมุนเวียนตู้สินค้าตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาไทยที่น้อยกว่าปกติ คาดหนุนค่าระวางเรือสูงต่อเนื่องจนถึงช่วงไตรมาส 1/64 หาก WICE สามารถขยายส่วนต่างระวางเรือ ก็จะช่วยหนุนกำไรเพิ่มขึ้น



ไตรมาส 4 ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจโลจิสติกส์

สำหรับทิศทางการเติบโตในไตรมาส 4/63 จะเข้าสู่ช่วง High Season ธุรกิจ โดยเฉพาะสาขาที่จีนและฮ่องกงจะเติบโตจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งธุรกิจที่จีนและฮ่องกงคิดเป็น 40%ของรายได้ จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่วนสาขาที่ไทย ปัจจุบันแม้ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ในตลาดมีน้อยลง แต่ WICE มี Contract กับสายเรือรายใหญ่ ช่วยให้ WICE ยังสามารถควบคุมการจองระวางเรือล่วงหน้าเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตามลูกค้าสามารถสลับไปใช้บริการขนส่งประเภทอื่นทดแทนได้ เช่น Cross Border และ Air Freight ช่วยทำให้สินค้าถึงปลายทางได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการขนส่ง Sea Freight



KEX เด่นสุดในกลุ่มจัดส่งพัสดุ

สุดท้ายหุ้น KEX หรือบริษัทเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่งเข้าเทรดไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ให้มุมมองว่า KEX เป็นผู้นำด้นการให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนภาคเอกชนในประเทศไทยแบบครบวงจร และครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกประเภท มีปริมาณจัดส่งพัสดุเป็นจำนวนเฉลี่ยทั้งสิ้นกว่า 1,200,000 ชิ้นต่อวันทำการ สูงที่สุดในประเทศ (ไม่รวมไปรษณีย์ไทย) และมีเครือข่ายศูนย์คัดแยกพัสดุ ศูนย์กระจายพัสดุ จุดให้บริการ และรถรับส่งพัสดุ ที่ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศ เทียบกับผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนรายอื่น


ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรของ KEX ปี 2563-2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเท่กับ 15% ต่อปี จากการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ส่งผลให้อุตสาหกรรมจัดส่งพัสดุ แนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว การระดมทุน IPO ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขยายเครือข่ายจัดส่งพัสดุด่วน และชำระหนี้คืนแก่ธนาคารส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ด้วยจุดเด่นคืออัตราการเติบโตที่เหนือกว่าอุตสาหกรรมและคู่แข่ง จากความได้เปรียบจากเครือข่ายจัดส่งพัสดุที่ใหญ่ที่สุด ทำให้เกิดความประหยัดต่อขนาด สามารถจัดส่งพัสดุด้วยต้นทุนที่ต่ำ อีกทั้งมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งช่วยเสริมโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

มันนี่ monster

อดีตผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-ตลาดทุน หนังสือพิมพ์ย่านประชาชื่น ชอบเล่าเรื่องหุ้นให้พ่อฟัง สนใจเรื่อง behind the Scene ของนักธุรกิจ มีความฝันอยากเขียนเรื่องการลงทุนให้ผู้อ่าน (ที่รัก) ได้เข้าใจแบบง