Official Update :

เปิดลิสต์หุ้นเอาใจสายชอบเสี่ยงสูง! ราคาไม่ไปไหน แต่กำไรโตเด่น

แม้จะเข้าสู่ศักราชใหม่มาได้เป็นเดือนแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายังมองไม่เห็นวี่แววความสดใสในตลาดหุ้นไทยเลยแม้แต่น้อย เพราะนอกจากจะไม่เข้าใกล้แนวต้านที่ระดับ 1,400 จุดแล้ว ยังหยุดลงมาจากแนวรับ 1,350 จุด เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจุดนี้ทำให้นักลงทุนต่างก็อกสั่นขวัญแขวน ไม่รู้จะต้องเดินหน้าการลงทุนไปในทิศทางไหนดี


อย่างไรก็ดี ทางด้าน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัว Sideways โดยมีแนวต้านสําคัญที่บริเวณ 1,400 จุด แม้ตลาดยังไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ แต่ในช่วงที่ผ่านมา (YTD) ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงและ Underperform ตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งมองว่าสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว


โดยนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเก็งกําไรในหุ้น Mid-Small Cap. ที่ราคาหุ้นปรับลง YTD มากกว่าตลาด แต่ไตรมาส 4/67 และปี 2568 คาดกําไรยังเติบโตดี และมีฐานะการเงินแกร่ง เลือก AMATA, AU, BCH, BLA, TIDLOR


เริ่มด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 34.10 บาทต่อหุ้น ด้วย Backlog ที่แข็งแกร่งและรอบันทึกรายได้ในไตรมาส 4/67 คาดว่า AMATA จะสามารถโอนที่ดินได้ประมาณ 330-400 ไร่ คงประมาณการรายได้ปี 2567 ที่ 13,079 ล้านบาท (+37%) และกําไรสุทธิ 2,399 ล้านบาท (+27.3% จากปีก่อน)


สําหรับปี 2568 คาดรายได้ ที่ 15,538 ล้านบาท (+19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) มีแรงหนุนจาก Backlog ประมาณ +/-7,000 ล้านบาท และคาดว่าส่วนของธุรกิจพลังงานจะทําได้ดีกว่าที่คาดเดิม เนื่องจากฐานลูกค้าใหม่ที่เข้ามามีการใช้พลังงานสูงขึ้น จึงปรับประมาณเพิ่มขึ้น 5% เป็นกําไรสุทธิที่ 2,949 ล้านบาท (+22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทั้งนี้ ราคาหุ้น AMATA จากต้นปีถึงวันที่ 27 ม.ค.68 ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลง 8.04% มาอยู่ที่ระดับ 25.75 บาท


พร้อมทั้งคงแนะนํา “ซื้อ” บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU พร้อมราคาเป้าหมาย 13.00 บาท โดยคงมุมมองบวกต่อการเติบโตต่อเนื่องของ AU ซึ่งมีจุดแข็งที่เป็นแบรนด์ร้านขนมซึ่งเป็นที่นิยม และสามารถสร้างกระแสที่ดีในเมนูใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยสิ้นไตรมาส 3/67 แทบไม่มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย และมีฐานะเงินสดสุทธิราว 239 ล้านบาท นอกจากนี้ มองราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนกําไรที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ทั้งนี้ คาดปี 2567 AU จะมีกําไรสุทธิ 294 ล้านบาท เติบโตเด่น 65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตต่อ 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2568 และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกําไรปี 2567 หุ้นละ 0.35 บาท คิดเป็น Div. Yield ปีละ 3.2% ทั้งนี้ ราคาหุ้น AU จากต้นปีถึงวันที่ 27 ม.ค.68 ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลง 9.81% มาอยู่ที่ระดับ 9.65 บาท


ขณะที่แนะนํา “OUTPERFORM” บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท โดยปี 2568 มีแนวโน้มที่ BCH จะรายงานกําไรปกติเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มการแพทย์ที่ 15.3% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 1,665 ล้านบาท โดยประมาณการของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มีความระมัดระวังบนสมมติฐานว่าผู้ป่วยชาวคูเวตจะกลับมาช้าและไม่ได้สร้างรายได้อย่างเป็นนัยยะสําคัญ มองว่าคุณภาพของกําไรจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการ write-off รายได้ SC จะลดลง หลังจากสํานักงานประกันสังคมแสดงความตั้งใจที่จะการันตีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (AdjRW>2) ที่อัตรา 12,000 บาท/AdjRW ตลอดทั้งปี 2568


ทั้งนี้ ราคาหุ้น BCH ปรับตัวลดลง 32% ในปี 2567 และ -2.61% YTD มาอยู่ที่ระดับ 14.90 บาท โดยซื้อขาย P/E ปี 2568 ที่ระดับ 21.3 เท่า ใกล้เคียงกับระดับ -2SD ของ PE เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งทำให้มองว่าโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงอีกมีจำกัดและเป็นโอกาสให้สะสมเพื่อการเติบโตในปี 2568 ได้


รวมทั้งแนะนํา “OUTPERFORM” บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 27.00 บาท โดยคาดว่ากําไรไตรมาส 4/67 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ECL ลดลง) และจากไตรมาสก่อน (ขาดทุนจากการลงทุนฟื้นตัวกลับมามีกําไร) อีกทั้งปรับประมาณการกําไรปี 2568 เพิ่มขึ้น 5% โดยคาดว่าปี 2568 มีกำไรสุทธิที่ 4,629 ล้านบาท เติบโต 37.69% จากปีก่อน


เนื่องจากปรับประมาณการกําไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของตลาดหุ้น ทั้งนี้ภายใต้มาตรฐานบัญชีในปัจจุบัน คาดว่ากําไรจะเติบโตดีต่อเนื่องในปี 2568 จากการลดเงินสํารองของกรมธรรม์ที่ครบกําหนดมากขึ้น ทั้งนี้ ราคาหุ้น BLA จากต้นปีถึงวันที่ 27 ม.ค.68 ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลง -9.57% มาอยู่ที่ระดับ 18.90 บาท


อีกทั้งแนะนำ “OUTPERFORM” บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 21.00 บาท โดยปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น 4% ในปี 2567 และ ปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับประมาณการ credit cost ลดลง โดยปัจจุบันคาดว่ากําไรจะเพิ่มขึ้น 12% ในปี 2567 ขณะที่คาดว่ากําไรไตรมาส 4/67 จะเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อนหน้า (credit cost ลดลง NIM ขยายตัว และสินเชื่อเติบโตเพิ่มขึ้น) และ 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


สําหรับปี 2568 คาดว่ากําไรจะเติบโต 15% อยู่ที่ 4,920 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากสินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียม และ NIM ที่เติบโต รวมถึง credit cost ที่ลดลง ทั้งนี้ ราคาหุ้น TIDLOR จากต้นปีถึงวันที่ 27 ม.ค.68 ราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.59% มาที่ระดับ 17.00 บาท