Official Update :

SCC ตั้งเป้า EBITDA ปี 68 แตะ 5.4 หมื่นลบ. รับธุรกิจซีเมนต์โต-ราคาน้ำมันลด มองก๊าซอีเทนเป็น Game Changer

SCC ตั้งเป้า EBITDA ปี 58 แตะระดับ 54,000 ล้านบาท รับธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างโต-ปิโตรเคมีเริ่มทรงตัว ราคาน้ำมันลด มองการลงทุนเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนโรงงาน LSP ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความสามารถแข่งขันระยะยาว


นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทตั้งเป้า EBITDA ที่ระดับ 54,000 ล้านบาท และตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายให้เทียบเท่ากับตลาดโดยรวมที่ราว 3% โดยกลยุทธ์ระยะสั้นจะเน้น (1) การรุกตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย โดยเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ซึ่งคาดว่าการส่งออกปูนคาร์บอนต่ำในปีนี้จะมียอดส่งออกได้อีกประมาณ 1 ล้านตัน


ส่วนเอสซีจี เดคคอร์ ส่งออกกระเบื้อง X- PORCELAIN ตั้งเป้าการส่งออกเติบโต 2 เท่าในปีนี้ ขณะที่ เอสซีจีพี ส่งออกบรรจุภัณฑ์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง (2) การรักษาสเถียรภาพทางการเงินโดยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน, ปรับโครงสร้างธุรกิจ, และควบคุมเงินลงทุน โดยตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุนในปีนี้อยู่ที่ 30,000 - 35,000 ล้านบาท


ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทจะได้รับปัจจัยบวกหลายด้าน เช่น (1) การเติบโตของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง จากงานโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในประเทศ, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ASEAN โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่ GDP มีแนวโน้มเติบโตกว่าค่าเฉลี่ยโลก, และความต้องการปูนคาร์บอนต่ำในที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในสหรัฐฯ (2) แนวโน้มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เริ่มฟื้นตัวในอินโดนีเซีย (3) วัฏจักรปิโตรเคมีเริ่มทรงตัว ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง และ (4) การปรับปรุงประสิทธิภาพในองค์กรที่ให้ผลดีในปีที่ผ่านมาและจะยังคงทำต่อไปในปีนี้


สำหรับกลยุทธ์ระยะยาว มองการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนในโครงการ LSP เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากก๊าซอีเทนช่วยลดต้นทุนการผลิตพลาสติกได้มาก เพราะมีราคาถูกกว่าแนฟทาและราคาไม่ผันผวนเท่าน้ำมันดิบ แถมยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าแนฟทาด้วย


โดยล่าสุด บริษัทได้ทำสัญญาจัดหาวัตถุดิบก๊าซอีเทนในระยะยาว ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 15 ปี รวมถึงเช่าเหมาเรือขนส่งก๊าซอีเทนระยะยาวอีก 3 ลำ และจะเร่งจัดหาเรือในส่วนที่เหลืออีก 2 ลำ พร้อมทั้งสร้างถังเก็บและปรับปรุงโรงงานให้พร้อมรับก๊าซอีเทนให้ได้ภายในปี 2570 โดยโครงการนี้ใช้แหล่งเงินทุนภายในเอสซีจีเป็นมูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 2 ปี


นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กล่าวเสริมว่า ที่บริษัทสามารถบริหารกระแสเงินสดได้ดีในปี 2567 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเน้นรักษากระแสเงินสดและการเดินหน้ามาตรการเสริมความเข้มแข็งที่มีความคืบหน้าดี เช่น (1) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลงประมาณ 6,200 ล้านบาทจากปีก่อน (2) ปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ และหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรในปี 2567 และ (3) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) โดยเน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็ว ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 16,777 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน อัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 0.7 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปีที่ 53,331 ล้านบาท


ทั้งนี้ งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของบริษัทประจำปี 2567 EBITDA อยู่ที่ 53,946 ล้านบาท จากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และเงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่น (SCG Investment) ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 511,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นของเอสซีจีซีและเอสซีจีพี


ด้านกำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 6,342 ล้านบาท ลดลง 76% จากปีก่อน จากผลประกอบการของโรงงานปิโตรเคมี LSP และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษจากการขาดทุนด้อยค่าสินทรัพย์ของโรงงานซีเมนต์ในภูมิภาคและกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในปี 2566 กำไรสำหรับปี ลดลง 52% จากปีก่อน