SA ปิดท้ายไอพีโอเทรดวันแรกพุ่ง 37.27% เล็งจ่ายปันผลครั้งแรกในรอบ 10 ปี
ปิดท้ายหุ้นไอพีโอของปีอย่างสวยงาม ด้วยการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด ‘Asset of Life สร้างกำไรให้กับทุกการใช้ชีวิต’ โดยทำราคาเปิดการซื้อขายที่ 7.55 บาท เพิ่มขึ้น 37.27% จากราคาไอพีโอที่ 5.50 บาท
นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA เปิดเผยว่า จากราคาที่บริษัทเข้าซื้อขายเป็นวันแรกถือว่าสมเหตุสมผล และเป็นที่น่าพอใจต่อบริษัท โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

(คุณขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ)
ทั้งนี้หลังจากเข้าตลาดหุ้นบริษัทก็ยังมีแผนจ่ายเงินปันผล เพื่อเป็นผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น หลังจากบริษัทไม่ได้มีการปันผลเลยกว่า 10 ปี โดยสิ้นปี 2563 ประเมินว่าบริษัทจะมีกำไรสะสมกว่าระดับ 1,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามต้องดูสภาพคล่องของธุรกิจควบคู่ไปด้วย รวมทั้งต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ หลังหักสำรองต่างๆ ของบริษัท
ขณะที่แผนการเติบโตของบริษัทในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะรักษามีอัตราการเติบโตในทิศทางเดียวกันเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโตเฉลี่ยระดับ 40-50% ต่อปี พร้อมทั้งยังมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนในโครงการใหม่ๆเข้ามาเพิ่มเติม โดยบริษัทมีกลยุทธ์ด้วยการมีสินค้าดี แต่ราคาไม่แพง ซึ่งมีแผนเข้าซื้อสินทรัพย์ที่เป็นหนี้เสียเข้ามาเสริมในพอร์ตโดยวางเป็นเพิ่มเป็น 2 เท่าในอนาคต จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 25% ของพอร์ตรวม ซึ่งการเข้าลงทุนนั้นกำหนดอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 20% แต่ก็ขึ้นอยู่แต่ละโครงการด้วยเช่นกัน
ขณะที่บริษัทอยู่ระหว่างเข้าซื้อที่ดินจำนวน 2 แปลง โดยแปลงแรกได้จ่ายค่ามัดจำไปแล้ว มีทำเลใกล้รถไฟฟ้า มีมูลค่าประมาณ 200-300 ล้านบาท และอีกแปลงที่ยังไม่มีการวางมัด ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
ทั้งนี้ บริษัท มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ในทำเลที่ดีที่สุดและในราคาที่คนไทยเอื้อมถึงได้ โดยใช้ประสบการณ์จากการรับเหมาก่อสร้างโครงการมากมาย ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ อาทิ ต้นทุนค่าที่ดิน ต้นทุนการบริหารงาน และต้นทุนค่าก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัท สามารถกำหนดราคาขายได้ต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่น และควบคุมมาตรฐานการก่อสร้างในระดับ International Standard
สำหรับปัจจุบัน SA พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและแนวสูงครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกระดับ อาทิคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ฯลฯ โดยเน้นการพัฒนาโครงการประเภทคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ บนทำเลที่มีศักยภาพ แบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่าย 2. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า และ 3. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการบริการ นอกจากนี้ ยังมีบริการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น การบริหารนิติบุคคลอาคารชุด, นายหน้าจัดหาผู้เช่าห้องชุด เป็นต้น ทำให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อลงทุนในระยะยาว
ทั้งนี้ หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เบื้องต้นจะนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งไปใช้ชำระคืนสถาบันการเงินเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน โดยจะทำให้อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) ลดลงเหลือประมาณ 1.5 – 1.7 เท่า จากปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 ก.ย. 63) อยู่ที่ประมาณ 2.1 เท่า และส่วนที่เหลือจะนำไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ขยายการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่
1) โครงการ Blossom Condo @ Fashion 3 ซึ่งมีแผนพัฒนาเป็น Mixed-use Real Estate มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท
2) โครงการ Above 39 มีแผนปรับปรุงเป็นโรงแรมหรือห้องชุดให้เช่าพร้อมบริการภายใต้มาตรฐานโรงแรม มูลค่าโครงการประมาณ 1,900 ล้านบาท
และ 3) โครงการ Blossom Condo @ TSH Station มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายโอกาสการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศและต่างประเทศ และส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ

คุมอัตรากำไรสุทธิระดับ 17.50%
ปัจจุบัน SA มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ในมือประมาณ 13 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 32,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในทำเล CBD และ New CBD กว่า 80% ขณะที่มียอดขายรอโอนกรรมสิทธ์ (Backlog) กว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/63 เป็นต้นไป ดังนั้นจึงประเมินว่าไตรมาส 4/2563 ผลประกอบการของบริษัทจะดีกว่า 3/2563
ส่วนปี 2564 บริษัทวางแผนลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เติบโตต่อเนื่อง พร้อมทั้งรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ที่ระดับ 17.50% โดยปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ในมือมูลค่ารวมประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับการเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้าได้ และจาก Backlog ดังกล่าวคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2564 ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างในการแปลงสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ ให้เป็นโทเคน (Tokenization) หรือให้กลายเป็นสัญญาดิจิทัลในรูปของหลักทรัพย์โทเคน ที่สามารถแลกเปลี่ยนได้บนบล็อกเชน ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกเวลาที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอความชัดเจนในเรื่องของกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อน
ขณะเดียวกันยังมีแผนออกหุ้นกู้ในปี 64 มูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุน อย่างไรก็ตามการออกหุ้นกู้จะดำเนินการภายหลังจากปรับเครดิตเรทติ้ง จากเปัจจุบัน BBB+ เป็นระดับ Investment Grade (อินเวสต์เมนต์ เกรด) หรือ เรทติ้งตั้งแต่ AAA จนถึง BBB- และบริษัทมีเป้าหมายจะรักษาระดับดอกเบี้ยต่อทุน (IDB/E) ไว้ไม่เกิน 1.7 เท่า
นายเล็ก สิขรวิทย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า SA เป็นบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีศักยภาพ มีการนำความรู้ความสามารถจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมาพัฒนา ทั้งด้านต้นทุนและเทคนิคการก่อสร้าง และมีบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอสังหาฯ เช่น การให้บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด, ธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่ายในรูปแบบ Branded Residence, ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น
โดย SA ถือได้ว่าเป็นบริษัทฯ ที่มีจุดแข็งแตกต่างเหนือคู่แข่ง และยังสามารถทำผลการดำเนินงานได้เติบโตต่อเนื่อง แม้ในยามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม จึงได้รับกระแสตอบรับจากนักลงทุนในช่วงการจองซื้อหุ้น IPO เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และมีโอกาสเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน
