โบรกฯ แห่หั่นเป้าหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลนักลงทุน สถิติในอดีตชี้อาจปรับฐาน นาน 133 วัน ถึง 19 เดือน
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือ S&P 500 ปรับตัวลงไปแล้วเกือบ 4% ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับสงครามการค้า การแข่งขันด้านเทคโนโลยีจากจีนที่สูงขึ้น และโอกาสที่สหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา (recession) ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้โบรกเกอร์ชื่อดังหลายแห่งออกมาปรับลดเป้าหมาย S&P 500 ในปี 2025
โดย Goldman Sachs ได้มีการลดราคาเป้าของดัชนี จาก 6,500 จุด เหลือ 6,200 จุด รวมถึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของสหรัฐฯ ในปีนี้ จาก 1.9% เหลือ 1,5% ด้าน Yardeni Research ปรับลดราคาเป้าหมายของ S&P 500 ในกรณีที่ดีที่สุดจาก 7,000 จุด เหลือ 6,400 จุด
โดย Goldman Sachs ได้มีการลดราคาเป้าของดัชนี จาก 6,500 จุด เหลือ 6,200 จุด รวมถึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของสหรัฐฯ ในปีนี้ จาก 1.9% เหลือ 1,5% ด้าน Yardeni Research ปรับลดราคาเป้าหมายของ S&P 500 ในกรณีที่ดีที่สุดจาก 7,000 จุด เหลือ 6,400 จุด
ในขณะเดียวกัน แม้โบรกเกอร์บางเจ้าจะยังไม่ได้มีการปรับลดเป้าหมายของดัชนี แต่ก็มีการส่งสัญญาณว่าจะมีการลดเป้าหมายลง ยกตัวอย่างเช่น RCB Capital Markets ที่ แม้จะคงเป้าหมายไว้ที่ 6,600 แต่ก็เผยว่ามีโอกาสประมาณ 14% - 20% ที่หุ้นสหรัฐฯ จะเข้าสู่ตลาดหมี (bear market) ที่ทำให้เป้าหมายลงลดเหลือ 5,775 จุดในปีนี้ เช่นเดียวกับ JP Morgan และ Citigroup ที่มองว่าหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสที่พลาดเป้าหมายที่ให้ไว้ได้ โดยในปัจจุบัน เป้าหมายโดยเฉลี่ยของดัชนีลดลงเหลือ 6,607 จุด จาก 6,667 จุด
นักวิเคราะห์จากสำนักงานข่าว AP News ชี้ว่าการปรับตัวของหุ้นสหรัฐฯ ในครั้งนี้ดูคล้ายกับเป็นการปรับฐาน (correction) ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยเป็นธรรมดาอยู่แล้วในประวัติศาตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยข้อมูลจาก CFRA Research แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2009 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับฐานประมาณ 5 ครั้ง จากความกังวลเรื่องสงครามการค้า การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ไปจนถึงวิกฤติหนี้ยุโรป ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปรับฐานเป็นเรื่องดี เนื่องจากช่วยลดราคาหุ้นที่สูงเกินมาตรฐานและเปิดโอกาสให้เข้าซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสม
หากถามว่าการปรับฐานจะนานแค่ไหน ตามรายงานของ CFRA ข้อมูลความเคลื่อนไหวในอดีตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1946 ทำให้เห็นว่าการปรับฐานที่ยังไม่ถึงกับเข้า bear market นั้นใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 133 วัน ในการลงถึงจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัว แต่สำหรับการปรับลดของตลาดหุ้นที่กลายเป็น bear market ข้อมูลในอดีตนับตั้งแต่ปี 1929 แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นจะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 19 เดือน กว่าที่ดัชนีจะถึงจุดต่ำที่สุดและเริ่มฟื้นตัว
แต่หากถามว่าการปรับฐานในครั้งนี้ของหุ้นสหรัฐจะไปในทิศทางของกรณีแรก (133 วัน) หรือ กรณีที่สอง (19 เดือน) นักวิเคราะห์ก็ตอบได้ยากเพราะเสียงแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนหนึ่งมองว่า Donald Trump จะมีการผ่อนปรนนโยบายการค้าที่เป็นผลร้ายต่อสหรัฐฯ แต่อีกส่วนกลับมองว่า แค่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้า ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้พอสมควร ดังนั้นจึงยังไม่ชัดเจนว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับฐานนานเท่าในกรณีแรก หรือกรณีที่สอง
แต่ข่าวดีคือตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังไม่ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากยังเป็นเช่นนั้นต่อไป ความกังวัลเรื่องภาวะเศรษฐกิจซบเซาก็น่าจะทุเลาลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการค้า อย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
Most Viewed
Stock of the Day
CPF ปักธงฟู้ดอิสเมดิซีน ส่งยูฟาร์มลุยฟู้ดฟังก์ชัน จับ “Butterbear” เนรมิตวิ่งหมูหมี ลุยตลาดซูเปอร์พรีเมียม หนุนพอร์ตโต
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“อสังหาฯ โลก” โอกาสลงทุนหลัง “ปรับฐาน” ครั้งใหญ่... พร้อมรับอานิสงส์วงจร “ดอกเบี้ยขาลง” !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ไม่ขัด รธน. โบรกฯ มองปลดล็อก Overhang การเมือง หนุนเสถียรภาพรัฐบาล หุ้นรับเหมาฯ-นิคมฯ เด่น
Updated 1 day ago
Stock of the Day
AKAM พุ่งรับดีล Anthropic! มูลค่า 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์ ปูทางขึ้นแท่น AI Infrastructure ลุ้นปี 2028 ดันรายได้แตะ 1.7 พันล้านดอลลาร์
Updated 1 day ago
Stock of the Day
หุ้นไทยจ่อเปลี่ยนกลุ่มเล่น เงินเริ่มหมุนออกจากแบงก์ จับตาบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ จ่อพีคเดือนต.ค. BGRIM-GPSC เด่น รับอานิสงส์ยีลด์ขาลง
Updated 9 hours ago
Follow Us
News Update
