หุ้นนิคมฯ-ส่งออก-อิเล็กฯ ทรุด ผวาสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้ กูรูแนะ “เลี่ยงลงทุน” รอมาตรการรับมือ ชี้อาจกระทบผลงานไตรมาส 2/68
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เครื่องดื่ม ยางพารา ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ ตลอดจนนิคมอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงแรง จากความกังวลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเป็น 36% ซึ่งสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะมากน้อยแค่ไหน และนักลงทุนควรทำอย่างอย่างไร Wealthy Thai รวบรวมมุมมองที่น่าสนใจมาฝาก
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การปรับขึ้นของภาษีของสหรัฐฯ สร้างผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่ารายได้ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะมีความผันผวนอย่างมากในช่วงไตรมาส 2/68 นี้ทันที
หากเรียงสัดส่วนรายได้ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐฯ จากมากไปน้อย ได้แก่ DELTA 26%, HANA 25%, KCE 21 % และ SVI 11% (คำนวนจากการส่งสินค้าทางตรง โดยอาจจะมีสัดส่วนทางอ้อมที่สูงกว่านี้) ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าจะไม่ส่งผลร้ายถึงขนาดมีการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนหรือโครงสร้างของธุรกิจอย่างชัดเจน การย้ายฐานการผลิตในกลุ่มประเทศในเอเชียน่าจะมีอย่างจำกัด เนื่องจากทุกประเทศถูกคำนวนภาษีในระดับเดียวกัน
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การปรับขึ้นของภาษีของสหรัฐฯ สร้างผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่ารายได้ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะมีความผันผวนอย่างมากในช่วงไตรมาส 2/68 นี้ทันที
หากเรียงสัดส่วนรายได้ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐฯ จากมากไปน้อย ได้แก่ DELTA 26%, HANA 25%, KCE 21 % และ SVI 11% (คำนวนจากการส่งสินค้าทางตรง โดยอาจจะมีสัดส่วนทางอ้อมที่สูงกว่านี้) ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าจะไม่ส่งผลร้ายถึงขนาดมีการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนหรือโครงสร้างของธุรกิจอย่างชัดเจน การย้ายฐานการผลิตในกลุ่มประเทศในเอเชียน่าจะมีอย่างจำกัด เนื่องจากทุกประเทศถูกคำนวนภาษีในระดับเดียวกัน
ทั้งนี้ อาจจะมีปัจจัยบวกเล็กน้อยจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าโดยล่าสุดค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมุมมองเดิมว่าควรหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ภายหลังมีการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/68 (ที่ยังมีความเสี่ยงด้านผลการดำเนินงานที่อ่อนแอ)
สำหรับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แม้ว่าภาษีนำเข้าของประเทศไทยน้อยกว่าเวียดนาม (อิเล็กทรอนิกส์, การประกอบชิ้นส่วน) 10% แต่ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยจะกลายเป็นสูงกว่าอินโดนีเซีย (Automotive, Battery, EV) 4% และ สูงกว่ามาเลเซีย (Electronics, Auto parts) 12% ทำให้ความน่าดึงดูดของการเข้ามาตั้งฐานการผลิตซื้อที่ดินในไทยลดลง
ภาษีเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้งฐานการผลิต ฝ่ายวิเคราะห์คาดจะเห็นลูกค้าชะลอการทำสัญญาซื้อขายเพื่อดูความชัดเจนอีกทีหลังการเจรจาก่อนที่จะเริ่มบังคับใช้ 9 เม.ย. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ demand ที่ดินนิคมในไทย คาดวันนี้ราคาหุ้นกลุ่มนิคมฯ จะตอบรับเชิงลบ แนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน
ส่วนกลุ่มส่งออกอาหารและยางพาราที่มีสัดส่วนรายได้ในสหรัฐฯ ได้แก่ STA สัดส่วน 15%, TEGH สัดส่วน 12% ฝ่ายวิเคราะห์คาดจะมีผลต่อ Demand ยางโดยรวม ซึ่งเป็นลบต่อกลุ่มฯ และยังต้องติดตามรายละเอียดภาษีของกลุ่มยางพาราอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มส่งออกอาหาร TU มีสัดส่วนรายได้ 35-40%, ITC สัดส่วน 50% โดยคาดตอบสนองเชิงลบ เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ในสหรัฐฯที่สูง
อย่างไรก็ตาม สำหรับ TU มีโรงงานกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก และมี 1 โรงงานในสหรัฐฯ ทำให้คาดจะสามารถบริหารจัดการด้านการผลิต ช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ ส่วน CPF สัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐฯ น้อยกว่า 2% คาดผลกระทบจำกัด แต่ต้องติดตามมาตรการของรัฐฯ ในการเจรจาเพื่อลดผลกระทบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี
1) หากนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ (ข้าวโพด, ถั่วเหลือง) เข้ามามากขึ้นจะเป็นบวกต่อแนวโน้มต้นทุนที่มีราคาถูกลง และ 2) หากนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสัตว์เข้ามาจะกระทบปริมาณ Supply เนื้อสัตว์ และอาจกระทบราคาขายเฉลี่ย จึงต้องติดตามต่อไป
ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มและน้ำผลไม้ แม้ยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่โดนรวมจากการเก็บภาษีในระดับสูง จะกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ อย่าง PLUS มีสัดส่วน 44%, COCOCO สัดส่วน 21% , SAPPE สัดส่วน 7% และ CHAO ที่มีสัดส่วน 6%
นอกจากนี้กลุ่มเครื่องดื่มส่งออกยังมีปัจจัยลบอื่นๆ ทั้งการได้รับผลกระทบของลานีญากดดัน Demand สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มและราคาต้นทุนมะพร้าวที่สูงขึ้น ทำให้แนวโน้มกำไรไรในไตรมาส 1/68 เบื้องต้นยังไม่เด่น แนะนำให้ชะลอการลงทุน
แต่เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าหุ้นกลุ่มนี้จะกลับมาน่าสนใจอีกครั้งหลังงบไตรมาส 1/68 ออก ซึ่งบริษัทต่างๆ เริ่มมีการออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/68 ที่คาดจะกลับมาเติบโตจากไตรมาส 1/68 และ 2/67 ได้อีกครั้ง จากปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น COCOCO ที่จะมีการรับรู้รายได้จากลูกค้ารายใหญ่ในยุโรป ขณะที่ PLUS จะรับรู้รายได้จากลูกค้ารายใหญ่ในจีน (ยกเว้น SAPPE ที่คาดกำไรลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 2/67 จากการเกิด Overstock ในภูมภาคยุโรป)
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 4 hours ago
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 19 hours from now
Where to put your money
“วิศวกรรมศาสตร์” ผสานศาสตร์ “การวางแผนการเงิน”... สร้าง “พิมพ์เขียวชีวิต” ที่แม่นยำ ถูกต้อง และวัดผลได้ !!!
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 11 hours ago
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
Updated 1 day ago
Follow Us
