Official Update :

จะไปสุดที่ไหน ! SET บ่ายรูดต่อ 32 จุด แรงขายหุ้นใหญ่กดดันตลาด จับตาตัวเลขศก.สหรัฐฯ-ถ้อยแถลงเฟด

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตลาดภาคบ่าย (4 เม.ย. 68) SET Index ยังปรับตัวลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 1,129 จุด ลดลง 32.63 จุด หรือ -2.81% มูลค่าการซื้อขาย 30,412.91 ล้านบาท ซึ่งแรงกดดันหลักมาจากหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี รวมถึงกลุ่มธนาคาร ที่โดนเทขายอย่างหนัก จากความกังวลมาตราการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรง


โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า วานนี้น้ำมันดิบ Brent ปรับลงแรง -6.42% และ West Texas -6.64% โดยแรงกดดันหลักมาจากผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐ 10% ที่เก็บทุกประเทศเมื่อวาน และเก็บส่วนเพิ่ม (Reciprocal Tarff) คาดกระทบต่อการบริโภคน้ำมัน และผลประชุม OPEC+ มีมติเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบ จากเดิมที่เดือน พ.ค. - ก.ค. 68 จะเพิ่มราว 134-140KBD/เดือน เป็นรวบของเดือนมิ.ย.-ก.ค. 68 มารวมกับพ.ค. ทีเดียว 411 KBD ส่งผลให้ supply น้ำมันดิบที่จะออกมาสู่ตลาดเร่งตัวขึ้น


ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นจิตวิทยาลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานตันน้ำ เช่น PTTEP, PTT แต่ในทางตรงข้ามเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นกลุ่ม Anticommodity เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มโรงไฟฟ้า GPSC, GULF. กลุ่มที่มีต้นทุนเป็นน้ำมัน อาทิ กลุ่มสายการบิน AAV, BA


ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นในช่วงบ่าย นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาด SET Index ยังมี downside ให้ลงต่อได้ โดยยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อภาวะการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จากการที่สหรัฐฯ กำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้ต่อไทยที่ 37% รวมถึง SET Index ยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรงเมื่อคืนที่ผ่านมาและเช้านี้เคลื่อนไหวอยู่ประมาณ 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


นอกจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์คาดนักลงทุนยังมีแนวโน้มชะลอการลงทุนออกไปเนื่องจาก 1) นักลงทุนยังรอติดตามตัวเลขแรงงานเดือนมี.ค.68 ของสหรัฐฯ ซึ่งจะสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจ ได้แก่ การจ้างงานนอกภาคการเกษตร (ตลาดคาดที่ 1.37 แสนตำแหน่งลดลงจาก 1.51 แสนตำแหน่งในเดือนก.พ.68) อัตราการว่างงาน (ตลาดคาดที่ระดับ 4.1% เท่ากับในเดือนก.พ.68) และค่าจ้างรายชั่วโมง (ตลาดคาดขยายตัว 3.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 0.3% จากเดือนก่อนหน้า จากการขยายตัว 4.0% และ 0.3% ในเดือนก.พ.68)


2) ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่เฟดในคืนนี้ ซึ่งอาจเป็นอีกสัญญาณบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายการเงิน และ 3) การกำหนดอัตราภาษีศุลกากร 10% ต่อทุกประเทศของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย.68