Official Update :

“ภาษีทรัมป์” เขย่าตลาดมะกัน S&P 500 รูด 9.56% ใน 5 วัน นักลงทุนหวั่น Recession กูรูยังมองบวก ลุ้นฟื้นแรงช่วงท้ายปี

ภาษีเท่าเทียม หรือ Reciprocal Tax สำหรับสินค้านำเข้าทุกประเทศที่ประกาศโดยสหรัฐฯ ได้สร้างความวิตกให้นักลงทุนทั่วโลก โดยในช่วง 5 วันที่ผ่านมา S&P 500 ปรับลง 9.56% ท่ามกลางโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา (recession) ที่เพิ่มขึ้น (JPMorgan  คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะ recession ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 และ Goldman Sachs ได้ปรับคาดการณ์โอกาสที่จะเกิด recession ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าขึ้นเป็น 40% จากเดิมที่ 35%) 


จากสถานการณ์เหล่านี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนของ Morgan Stanley ได้ออกมาเตือนว่า หากไม่มีมาตรการใดๆ จาก Donald Trump หรือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลได้ ก็มีสิทธิ์ที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงต่อจากระดับราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2025 อีก 7-8% 


ซึ่งคาดการณ์นี้สอดคล้องกับมุมมองนักวิเคราะห์หลายเจ้าที่มีการปรับลดคาดการณ์ S&P 500 ช่วงปลายปี เพราะมองว่านโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะทำให้ตลาดมีโอกาสปิดปลายปีต่ำกว่าระดับช่วงต้นปีที่ราว 5,900 จุด ไม่ว่าจะเป็น Bank of America (คาดการณ์ที่ 5,600 จุด), JPMorgan (5,200 จุด), Goldman Sachs (5,700 จุด), หรือ Evercore ISI (5,600 จุด)


อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์จากบางแห่งที่มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ไร้ซึ่งความหวังขนาดนั้น ยกตัวอย่างเช่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนจาก BMO Capital Markets ที่ยังมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสปิดปีสูงกว่าระดับตอนต้นปี จึงได้คงเป้าหมาย S&P 500 ปลายปีไว้ที่ 6,700 (สูงกว่าระดับปัจจุบันมากกว่า 20%)


โดยให้เหตุผลว่า (1) Trump มีสิทธิ์สูงที่จะผ่อนคลายนโยบายภาษีเพื่อป้องกันเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ recession (2) นักลงทุนจะค่อยๆ ปรับตัวกับสถานการณ์ได้เองเมื่อเห็นว่าภาษีนำเข้าจะอยู่ไปอีกยาว และ (3) การวิเคราะห์สถิติ S&P 500 ในอดีตทำให้เห็นว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีการปรับลงมากกว่า 10% ติดต่อกันเป็นเวลาสองวัน ตลาดมักจะปรับขึ้นโดยเฉลี่ยราว 36% ในช่วง 12 เดือนให้หลัง นอกเสียจากว่าจะมีอะไรที่แตกต่างออกไปในครั้งนี้จริงๆ ที่ทำให้ตลาดไม่สามารถฟื้นตัวได้ ทั้งนี้ ได้มีการคงเรทติ้ง “Overweight” สำหรับอุตสาหกรรมสินค้าฟุ่มเฟือย, การเงิน, และ IT