KEX เทรดวันแรกราคาพุ่ง 132.14% ดันมาร์เก็ตแคปวิ่งเกินแสนล้าน
วันนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีของ บริษัทเคอรี่ เอ็กเพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX ในการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก โดยทำราคาเปิดการซื้อขายที่ระดับ 65 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 132.14% จากราคาเสนอขายไอพีโอที่ระดับ 28 บาท โดยภายหลังการเสนอขายหุ้นไอพีโอจะส่งผลให้มีจำนวนหุ้นรวม 1,740,000,000 หุ้น คิดเป็นมาร์เก็ตแคปจากราคาเปิดการซื้อขายดังกล่าวว่า 1.13 แสนล้านบาท
นายอิศรินทร์ ภัทรมัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการลงทุน KEX เปิดเผยว่าต้องขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความสนใจหุ้นของบริษัท สะท้อนการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 14 ปี โดยแผนการดำเนินงานของบริษํทยังคงวางเป้าคงความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม
โดยในปี 2564 วางงบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ช อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงต้องประเมินถึงสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และภาพรวมของเศรษฐกิจว่าจะมีผลอย่างไรต่อความต้องการของอีคอมเมิร์ซ หากความต้องการสูงขึ้นบริษัทก็พร้อมให้บริการ ด้วยความสามารถคัดแยกพัสดุเป็น 3 ล้านชิ้นต่อวัน พร้อมวางแผนลงทุนเพิ่มความสามารถคัดแยกพัสดุเป็น 3 ล้านชิ้นต่อวันภายในปี 2566
ทั้งนี้การระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เชื่อว่าเป็นผลบวกต่อธุรกิจมากกว่าผลลบ จึงประเมินความดีมานด์ของอีคอมเมิร์ซมีโอกาสเพิ่มขึ้นสูง เมื่อเทียบกับการระบาดรองแรกในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงเดือนเมษายนมีปริมาณขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 50% แตะ 1.9-2 ล้านชิ้นต่อวัน
แต่อย่างไรก็ตามการระบาดของ COVID-19 เชื่อว่าจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจาก ประชาชนไม่แพนิคเหมือนรอบที่ผ่านมา รวมทั้งเกิดขึ้นเฉพาะบางจังหวัด และมีมาตรการล็อกดาวน์เพียงบางจังหวัดเช่นกัน แต่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าปริมาณขนส่งสินค้ายังคงเพิ่มขึ้นสูง
สำหรับปี 2564 เดิมบริษัทคาดว่าการระบาดของ COVID-19จะเห็นการคลี่คลาย รวมทั้งมีปัจจัยบวกของวัคซีนเข้ามาอีกด้วย ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม COVID-19 ที่กลับมาระบาดอีกรอบ ผู้บริโภคได้เรียนรู้ตั้งแต่รอบแรกที่ผ่านมา ดังนั้นเชื่อว่าช่วงกลางปี 2564 จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดีมานด์ของอีคอมเมิร์ซก็คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับรายได้ของบริษัทในปี 2564 ที่จะเติบโตตามอุตสาหกรรม พร้อมทั้งประเมิน 2-5 ปีนับจากนี้อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซจะเติบโตระดับในตัวเลข 2 หลัก หรือแตะระดับ 20%
ส่วนการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจใหม่ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันของลูกค้า และเกี่ยวข้องกับพัสดุที่บริษัทยังไม่ดำเนินการ ก็มีโอกาสดีขึ้นได้ ขณะที่ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับพัสดุ ก็ยังมีโอกาสร่วมมือกับพันธมิตร แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในช่วงของการวางแผน จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนได้
ด้าน นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกิตติมศักดิ์ KEX กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทาง “เคอรี่ ฮองกง” ที่เปิดโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนี่งในการเป็นผู้ถือหุ้นหลัก โดยเริ่มแรกการทำงานร่วมกันเกิดจากการร่วมมือทางธุรกิจ(Synergy) เพื่อส่งเสริมกันและกันในทุกด้าน ทั้งความแข็งแกร่งด้านพื้นที่โฆษณาของ VGI โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และความแข็งแกร่งของบริการบัตรแรบบิทหรือการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า BTS ที่ช่วยเสริมการใช้บริการ รวมทั้งการเข้าถึงสื่อโฆษณา จำนวนมากต่อวัน โดยในปี 2564 คาดว่าจะมีการบริการผู้โดยสารมากถึง 2.5 ล้านเที่ยวคนต่อวัน
ส่วนนายอเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEX เปิดเผยว่า บริษัท จะมุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ Kerry Express Everywhere และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล ทั้งนี้ จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 300 ล้านหุ้น บริษัทฯได้มีการระดมทุนทั้งสิ้น 8,400 ล้านบาท ช่วยเสริมศักยภาพด้านฐานะการเงิน เพื่อนำไปใช้ขยายธุรกิจ ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงินและเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยหลังจากนี้ได้วางแผนลงทุนขยายเครือข่ายบริการจัดส่งพัสดุด่วน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความสามารถการคัดแยกพัสดุ ลงทุนในระบบการขนส่ง และพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและให้บริการแก่ลูกค้า
ด้านนายเกล็ดชัย เบญจอาธรศิริกุล ประธานกรรมการ KEX กล่าวว่า KEX เป็นบริษัทไทย มีการถือหุ้นของบริษัทไทย และมีคนไทยถือหุ้นอยู่อย่างแท้จริง ปัจจุบัน KEX บริการด้วยแพลตฟอร์ม และนวัตกรรม ที่สามารถบริการแม่นยำสูง ต้นทุนต่ำ และมีฐานลูกค้าหลายสิบล้านรายทั่วประเทศ แน่นอนว่าในอนาคตจะมุ่งมั่นพัฒนาการบริการ และนวัตกรรมใหม่ๆต่อไป โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการขนส่งประเทศไทย หวังว่าเราจะเป็นหุ้นชั้นนำของตลาดหลักทรัพย์ฯ และประสบความสำเร็จในทุกด้าน
ด้านนางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจในการลงทุน เนื่องจากมีจุดเด่นหลายด้าน ได้แก่ 1.เป็นผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนภาคเอกชนรายแรกและรายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Frost & Sullivan
2.มีอัตราการเติบโตสูงสุดนำหน้าบริษัทให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนภาคเอกชนรายอื่นๆเมื่อพิจารณาจากปริมาณพัสดุที่จัดส่ง 3.อยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนมากที่สุด 4.เป็นผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนภาคเอกชนที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรอยู่ตลอดเวลา
และ 5.มีทีมผู้บริหารรุ่นใหม่และมีประสบการณ์ในธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนมากที่สุด นอกจากนี้ธุรกิจของเคอรี่ เอ็กซ์เพรสยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน New Economy และเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ (Eco System) ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซในประเทศไทย คาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมความต้องการใช้บริการจัดส่งพัสดุด่วนที่มีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
โดย เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เป็นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งเป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้าง ขณะเดียวกันยังเป็นผู้ประกอบการภาคเอกชนรายแรกที่ดำเนินธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนในประเทศไทยมากว่า 14 ปี จึงมีความเชี่ยวชาญและมีองค์ความรู้ เข้าใจธุรกิจและความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี รวมถึงมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันจากจำนวนจุดให้บริการที่ครอบคลุมทุกจังหวัด สามารถจัดส่งสินค้าทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย

