ศึกภาษีสหรัฐฯ-จีนปะทุแรง โบรกฯ ทยอยหั่นคาดการณ์ศก.โลก จับตา Recession เสี่ยงแตะ 60% ลุ้นความหวังเฟดหั่นดอกเบี้ยมากขึ้น
สงครามการค้าดูตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ หลังสองยักษ์ใหญ่ คือ สหรัฐฯ และ จีน มีการโต้ตอบกันด้วยการขึ้นภาษีไปมา จนในปัจจุบัน จีนได้คิดภาษีเท่าเทียมสำหรับสหรัฐฯ ด้วยอัตรามากกว่า 30% ในขณะที่สหรัฐฯ ขู่ว่าจะขึ้นภาษีรวมสำหรับสินค้าจีนด้วยอัตรามากกว่า 100% หากจีนไม่ยอมไม่ยอมยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ
และแม้ Donald Trump จะมีการประกาศเว้นภาษีเท่าเทียมทุกประเทศยกเว้นจีนเป็นเวลา 90 วัน แต่นักวิเคราะห์หลายคนยังมองว่า ภาษีเท่าจะยังคงมีผลในอนาคตและความตึงเครียดกับจีนก็อาจจะเพิ่มขึ้น และนี่ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มที่จะเกิดภาวะซบเซา (recession) ในสหรัฐฯ ที่สามารถกระจายผลเสียต่อไปยังทั่วโลกได้ โดยในโพสต์นี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมและสรุปมุมมองของโบรกเกอร์แต่ละแห่งเกี่ยวกับโอกาสเกิด recession ในสหรัฐฯ และทั่วโลก ดังนี้
- P. Morgan มองโอกาสเกิด recession ในสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นเป็น 60% หลังจากที่เพิ่งปรับเพิ่มไปก่อนหน้านี้ไม่นานที่ 40% หลังการโต้ตอบระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความรุนแรงกว่าที่คาด
- Goldman Sachs คาดโอกาสเกิด recession ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 45% ซึ่งเป็นการปรับลงหลังจากที่ปรับขึ้นเป็น 65% เพียงครู่เดียว เนื่องจาก Donald Trump มีการประกาศเว้นภาษีเท่าเทียมชั่วคราว แต่ก็ยังมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ดีเท่าปีก่อนๆ อยู่ดี
- S&P Global มองโอกาสเกิด recession ในสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 30% - 35% จากเดิมที่เคยมองไว้ที่ 25% ในเดือนมีนาคม
- HSBC กล่าวว่าตลาดเชื่อว่าจะเกิด recession กันมากขึ้น โดยตลาดมองโอกาสเกิด recession ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 40%
- Barclays และ UBS มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ช่วงหดตัวได้ในปีนี้
- Deutsche Bank เตือนนักลงทุนว่า Trump อาจมีความหนักแน่นในนโยบายภาษีมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2025 และในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมองว่าเอเซียจะโดนกระทบเยอะกว่ายุโรป
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเกิด recession ที่เพิ่มขึ้น ก็ตามมาด้วยมุมมองของโบรกฯ ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะลดดอกเบี้ยมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น (1) Goldman Sachs ที่มองว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 2 ครั้ง ก่อน Trump ประกาศนโยบายภาษีเท่าเทียม (2) RBC ที่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในสหรัฐฯ จากเดิมที่เคยคิดว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยเลย หรือ (3) Normura ที่มอง Fed ลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ย ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การลดดอกเบี้ยของ Fed เป็นหนึ่งในความหวังหลักท่ามกลางสงครามการค้าในครั้งนี้
