SCGP จังหวะนี้ลงทุนได้หรือยัง? จากต้นปีราคาลงแล้ว 30.26% ฟากกูรูประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ” มองผลงานเริ่มฟื้น หลังผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
ราคาหุ้น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีถึงวันทำการล่าสุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 30.26% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 19.50 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 25 เม.ย.68 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 13.60 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 170.47 ล้านบาท โดยคาดว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เกิดจากความกังวลในด้านผลการดำเนินงานที่ยังคงมีกำไรลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงงวดปี 2567
ทั้งนี้ ในส่วนของมุมมองนักวิเคราะมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน คือแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SCGP โดยมองว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/68 จะเติบโตอย่างโดดเด่น และเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 2/68 อีกทั้งคาดว่ากำไรปกติผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 4/67 และอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว
โดย บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” SCGP พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 16.00 บาท คาดกำไรไตรมาส 1/68 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ตามปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนมีหยุดซ่อมบำรุง รวมถึงต้นทุน กระดาษลดลงมาก และผลขาดทุนของ Fajar ลดลง ส่วนแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/68 ดีขึ้นอีกตามปริมาณขายเพิ่มขึ้น และผลบวกระยะสั้นจากการเลื่อนเก็บภาษี การค้าออกไป 90 วัน ทำให้ความต้องการสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นมาก ทั้งนี้ หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าบัญชี P/B 0.7x, P/E 15x
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” SCGP พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 15.00 บาท โดยคาดกำไรปกติไตรมาส 1/68 ที่ 715 ล้านบาท ฟื้นตัวเด่น 1,979% จากไตรมาสก่อน จากฐานที่ต่ำหลังได้แรงหนุนจากปริมาณขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Packaging Paper รวมที่ฟื้นตัวกลับมาที่ระดับ 1.0 ล้านตัน (+7% จากไตรมาสก่อน, -1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ตามการ Restocking ของภาคการผลิตหลังผ่านช่วงวันหยุดสิ้นปี และอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (IPC) ที่คาดฟื้นตัวกลับมาที่ระดับ 16.6% จาก 15.0% ในไตรมาส 4/67 ตามราคาต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวลงรวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Fibrous ที่คาดฟื้นตัวกลับมาที่ราว 13.9% จาก 8.5% ในไตรมาส 4/67 หลังผ่านช่วงของการปิดซ่อมบำรุงโรงงานประจำปี
อย่างไรก็ตาม คาดกำไรปกติจะลดลง 58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังถูกกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้นรวมที่ลดลงจาก 20.0% ในช่วงไตรมาส 1/67 (เศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวไม่เร็ว ทำให้การปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำได้จำกัด) และต้นทุนทางการเงินที่คาดเพิ่มขึ้นเป็น 650 ล้านบาท (-3% จากไตรมาสก่อน, +24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) จากการกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Fajar (ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย)เป็น 100% (จากเดิม 55%)
ทั้งนี้ หากกำไรปกติไตรมาส 1/68 ออกมาใกล้เคียงคาดจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% ของประมาณการกำไรปี 2568 เดิมและเมื่อประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีนและอินโดนีเซียที่มีโอกาสฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า (ผลจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นหลังมีการขึ้นภาษีตอบโต้) จึงปรับประมาณการปี 2568-69 ลง 21% เป็น 2,916 ล้านบาท (-25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ 3,411ล้านบาท (+17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ตามลำดับ
โดยกำไรที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2568 มีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ผลขาดทุนจาก Fajar เพิ่มเติมหลังการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนแบบเต็มปี (การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเสร็จสิ้นในไตรมาส 3/67) ทั้งนี้ คาดกำไรปกติจะสามารถกลับมาเติบโตได้ในปี 2569 หลังคาด Fajar สามารถพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้ในช่วงไตรมาส 1/69 (ช้ากว่าเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการให้ Fajar พลิกเป็นกำไรในช่วงไตรมาส 4/68)
โดยเบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 2/68 ที่ระดับ 700-800 ล้านบาท ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ต่อเนื่องตามปริมาณขายของบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นหลังผ่านช่วงรอมฎอน นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวลงเทียบกับราคาขายที่มีแนวโน้มทรงตัว(หนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น) ขณะที่ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดกำไรปกติลดลงจากฐานที่สูงในปีก่อนจากการรับรู้ผลขาดทุนจาก Fajar ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นหลังการเพิ่มสัดส่วนการลงทุน
ทั้งนี้หากมองไปช่วงครึ่งปีหลัง 2568 คาดกำไรปกติจะสามารถทรงตัวได้จากช่วงครึ่งปีแรก แม้ปริมาณขายมีแนวโน้มลดลงตามฤดูกาล เพราะอัตรากำไรขั้นต้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามระดับการบริโภคในจีนและอินโดนีเซียและต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการปรับโครงสร้างหนี้ (คาดเกิดขึ้นในช่วงกลางครึ่งปีหลัง 2568) จะสามารถชดเชยผลกระทบได้ และคาดกำไรปกติในช่วงดังกล่าวจะกลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหลังผลขาดทุนจาก Fajar ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลง 16% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจากสงครามการค้าไปบางส่วนแล้ว ขณะที่กำไรปกติคาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 4/67 และอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับการลงทุนระยะยาว
