Official Update :

ไม่หวั่นแม้วันมามาก!! เช็คหุ้นเด่นฝ่าวิกฤติโควิดรอบ 2

หาก COVID-19 กลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง จนทำให้ภาครัฐมีมาตรการ lockdown ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก และล่าสุดจังหวัดสมุทรสาครได้บังคับใช้มาตรการดังกล่าวแล้วอย่างไรก็ตามภายใต้แรงกดดันจาก COVID-19 วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมหุ้นที่ได้รับผลบวกจากการระบาดรอบสอง ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลย


พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า COVID-19 ได้กลับมาระบาดอีกครั้งแล้ว ล่าสุดมีการกระจายการแพร่เชื้อเป็นวงกว้าง แม้หลายๆฝ่ายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า COVID-19 รอบสอง จะไม่น่ากลัวเหมือนกับรอบแรก เพราะเราผ่านประสบการณ์มาแล้ว ที่จะทำให้เรารู้วิธีการรับมืออย่างแม่นยำ


แต่หาก COVID-19 กลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง จนทำให้ภาครัฐมีมาตรการ lockdown ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักอีกครั้ง ที่ล่าสุดจังหวัดสมุทรสาครได้บังคับใช้มาตรการดังกล่าวแล้วอย่างไรก็ตามภายใต้แรงกดดันจาก COVID-19 วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมหุ้นที่ได้รับผลบวกจากการระบาดรอบสอง ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลย


โดยพบว่าหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รอบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ได้รับผลบวกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจคลังเย็น หุ้นถุงมือยาง กลุ่ม Global Play เช่นหุ้นที่อิงกับราคาหน้ำมันดิบ หุ้นกลุ่ม Tech ร้านค้าที่ขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ รวมทั้งกลุ่มโลจิสติกส์ในประเทศ ซึ่งจะมีหุ้นอะไรบ้าง ไปดูกันเลย


"ตลาดมีโอกาส Panic Sell แต่ไม่น่าจะแรงเหมือนรอบแรก โดยการเร่งตัวของผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศอีกครั้ง ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จำกัดการดำเนินการในหลายธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน และน่าจะส่งผลให้ SET Index ที่เคยฟื้นขึ้นมาต่อเนื่องจนผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีเหลือช่วงลบเพียง -6.1%ytd อาจมาการปรับฐานแรงในระยะสั้น" นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าว


พร้อมยังบอกอีกว่าหากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ COVID-19 รอบแรก คือ ช่วงเวลที่เริ่มมีการปิดกั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ในสัปดาห์ที่ 4 ของเดือน มี.ค. พบว่า วันแรกของสัปดาห์ SET Index ปรับฐานแรงมากถึง 9.21% และผันผวนแรงต่ออีก 2 – 3 วัน แต่หลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ค่อยฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ แม้ทางรัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเย็นวันที่ 25 มี.ค. 63 พร้อมกับเคอร์ฟิวตลอดเดือน เม.ย. 63


ขณะที่หากเปรียบเทียบตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วงการแพร่ระบาด COVID-19 ระลอกที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ช่วงที่หลายๆ ประเทศมีการประกาศ Lockdown พบว่าตลาดหุ้นแต่ละประเทศที่ประกาศมีการปรับฐานในวันแรก 2-3% ช่วงที่ COVID-19 ทั่วโลกเร่งตัวขึ้นในระยะที่ 2 (2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ต.ค.63) พบว่า ภาพตลาดหุ้นโลกปรับฐาน 6.7% แต่ค่อยฟื้นตัวกลับมาจากการตัวเลขผู้ติดเชื้อต่อวันที่ชะลอลง บวกกับการผลิตวัคซีนป้องกัน COVID-19 ประสบผลสำเร็จ


ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาสรุปได้ว่า SET Index มีโอกาสปรับฐานแรงในระยะสั้นจากเหตุการณ์ที่พบผู้ติดเชื้อเร่งตัวขึ้น อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่เผชิญกับการแพร่ระบาดในรอบที่ 2 นั้นถือว่าปรับฐานน้อยกว่าระยะแรกมาก และมีการฟื้นตัวเร็วจากความคาดหวังจากการฉีดวัคซีนป้องกันที่ทยอยเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ความผันผวนของ SET Index ยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของมาตราการป้องกันรวมถึงระยะเวลาในการใช้มาตการ


สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อย รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์นั้น ประกอบด้วย 1.กลุ่มหุ้นคลังสินค้า การกลับมาระบาดอีกครั้งของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการส่งออกของไทย เพราะสินค้าในท่าเรือที่รอคอยการส่งออกต้องใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากต้องตรวจคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ขณะที่สินค้าส่งออกจำเป็นต้องหาที่จัดเก็บชั่วคราว ส่งผลบวกต่อธุรกิจคลังสินค้าที่บริการอยู่ภายในพื้นที่ท่าเรือ ขณะที่การ Lockdown จุดเสี่ยงทั่วทั้งจังหวัดที่สมุทรสาครที่เป็นจุดระบาดครั้งใหม่ส่งผลให้การคมนาคมขนส่งภายในจังหวัดสะดุด และอาหารทะเลในพื้นที่ราคาปรับตัวลดลง น่าจะทำให้ผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลต้องหาสถานที่เก็บสะต็อกวัตถุดิบ จำพวกอาหารสด และอาหารทะเล


โดยธุรกิจคลังเย็นของ JWD (20% ของรายได้) มีพื้นที่บริการรับฝากสินค้าสัดส่วนราว 50% ตั้งอยู่ในพื้นที่ย่านมหาชัย น่าจะได้รับประโยชน์จากการรับฝากอาหารทะเลแช่แข็งในปริมาณสูงในช่วงที่ต้อง Lockdown ทั้งจังหวัด ทั้งนี้ JWD ยังคงดำเนินงานปกติ โดยมีการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับมาตรการภาครัฐ


อย่างไรก็ดีหากภายหลังจาก 14 วันที่มีการปิดเมือง ภาครัฐยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ หรือมีการระบาดออกไปยังพื้นที่อื่น จะส่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม คาดว่า Occupancy Rate ธุรกิจคลังเย็นพื้นที่ย่านมหาชัยจะมากขึ้น หนุนกำไรไตรมาส 4/63 น่าจะเติบโตจากไตรมาสก่อน และราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 20.88% คาดหวัง Dividend Yield 2.64% แนะนำซื้อราคาเป้าหมายปี 2564 อิง DCF อยู่ที่ 11 บาท


2.กลุ่มหุ้นถุงมือยาง ฝ่ายวิจัยประเมินหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการระบาดของ COVID-19 ได้แก่ STGT และ STA จากความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น อีกทั้ง Valuation ยังน่าสนใจ จึงแนะนำซื้อ STGT ให้ราคาเป้าหมาย 130 บาท และ STA ให้ราคาเป้าหมาย 50 บาท ที่ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2564 เพียง 4 และ 2 เท่า ตามลำดับ 3.กลุ่ม ICT ช่วงที่มีการระบาด COVID-19 ในช่วงแรก เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ปรับฐานน้อยมาก จึงเชื่อว่าในรอบนี้น่าจะปรับฐานจำกัดเช่นกัน โดยชื่นชอบ ADVANC มากสุด


และ4.กลุ่ม Global Play เช่นหุ้นที่อิงกับราคาหน้ำมันดิบ ซึ่งฝ่ายวิจัยฯชื่นชอบหุ้นใหญ่อย่าง PTT มากสุด โดยผลการดำเนินงานค่อยๆฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกในภาพใหญ่ หนุนความต้องการใช้ปิโตรเลียม/ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ขณะที่ Valuation ยังโดดเด่น โดยราคาหุ้นยัง laggard กลุ่มฯ มอมองเป็นโอกาสหาจังหวะเข้าลงทุน


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จังหวัดสมุทรสาครถูก lockdown 14 วันนั้น มองว่า หุ้นที่ได้รับผลบวกประกอบด้วย JWD, AIMIRT มีคลังห้องเย็นที่มหาชัย เปิดทำการปกติ ความต้องการเช่าคลังห้องเย็นจะสูงมากเพราะสินค้าเคลื่อนไหวช้า รวมทั้งหุ้นกลุ่ม Tech น่าจะได้ sentiment เชิงบวก จากการกลับไป WFH อีกครั้ง เช่น IIG HUMAN รวมถึงคนที่อาจได้ประโยชน์จากกระแสกักตุนสินค้าจำเป็น เช่น MAKRO RBF และ STGT


ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากเหตุการณ์การระบาดของโควิดรอบใหม่ในไทยได้แก่ 1.ห้องเย็น (JWD) เพราะความต้องการห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้าเพิ่มขึ้น 2.Packaging (AJ, PTL) เพราะความต้องการบรรจุภัณฑ์เพิ่มจากการสั่งของออนไลน์มากขึ้น 3.ร้านค้าที่ขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (COM7, SYNEX) จากการทำงานที่บ้านมากขึ้น


4.กลุ่มโลจิสติกส์ในประเทศ (KEX) เพราะความต้องการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 5.ประกันชีวิต (TQM) เพราะคนต้องการซื้อประกันโควิดเพิ่ม6.ถุงมือยาง (STGT, STA) เพราะความต้องการเพิ่ม 7.เกมส์ออนไลน์ (AS) เพราะคนทำงานที่บ้าน มีความต้องการเล่นเกมส์ออนไลน์มากขึ้น และ8.กลุ่มที่คาดว่าได้รับผลบวกทางอ้อมได้แก่ กลุ่ม AMC


ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัดบอกว่า ประเด็นการแพร่ระบาดรอบ 2 ของ COVID-19 ถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มอาหารทะเล, ค้าปลีก, ร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้า, ท่องเที่ยว, โรงพยาบาล, โรงภาพยนต์, ขนส่ง, รับเหมาก่อสร้าง, และสถาบันการเงิน แต่เรามองเป็นโอกาสซื้อ เพราะหุ้นเหล่านี้จะฟื้นกลับเร็วเมื่อสถานการณ์คลายตัวเช่นกัน ส่วนชุดหุ้นที่จะเด่นในระยะสั้น (1-3) วันทำการ คือ หุ้นที่เคยได้ประโยชน์จาก COVID-19 เช่น AJ, STGT, SYNEX, TQM, SFLEX หรือกลุ่ม Global Play เช่น PTT, PTTGC และกลุ่ม Defensive เช่น ADVANC, GULF


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กลุ่มที่ได้ผลบวกหรือไม่กระทบจาก COVID -19 คือ ชิ้นส่วนฯ (KCE, HANA), ถุงมือ(STGT, STA, NER), บรรจุภัณฑ์ (SCGP, EPG), กลุ่ม ICT (ADVANC, INTUCH) และปิโตรเคมีขั้นกลาง-ปลาย


และนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หุ้นที่คาดว่าจะได้ผลกระทบเชิงบวกและกระทบน้อยมีโอกาส outperform ได้แก่ JWD ส่งผลบวกต่อธุรกิจห้องเย็นและคลังสินค้าที่มีความต้องการเช่าคลังนานขึ้น MEGA ได้ประโยชน์จากการบริโภควิตามินมากขึ้น และกลุ่ม ICT (ADVANC, DTAC, SYNEX, SIS) มีโอกาสในการขายสินค้ากลุ่ม Work from home เพิ่มขึ้น รวมถึงจะทำให้มีการใช้งาน data เพิ่มมากขึ้น




This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”