MAGURO เป็นจังหวะสอย? จากต้นปีราคาร่วง 23% โบรกฯ ประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ” มอง P/E ที่ถูกกว่ากลุ่ม-ผลงานโตต่อเนื่อง
ราคาหุ้น บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยวันที่ 23 พ.ค. 68 ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับ 15.70 บาท ลดลง 2.48% จากวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 2.24 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากนับจากต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้ว 23.41% จากระดับ 20.50 บาท ณ วันที่ 2 ม.ค. 68 โดยคาดว่าปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น เกิดจากความวิตกกังวลในด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ที่มีกำไรต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ดี ในส่วนของมุมมองนักวิเคราะห์มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน คือแนะนำ “ซื้อ” หุ้น MAGURO โดยมองว่ากำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตในระยะใกล้ด้วย P/E ที่ถูกกว่ากลุ่มที่ 20 เท่า อีกทั้งแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2 และงวดปี 2568 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุ MAGURO รายงานกำไรในไตรมาส 1/68 ที่ 33 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการของ TISCO 10% แต่สอดคล้องกับประมาณการของ Bloomberg โดยผลประกอบการที่อ่อนกว่าคาดนี้มีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการขายที่สูงกว่าคาดจากการส่งเสริมการขายและค่าใช้จ่ายก่อนเปิดสาขา แม้ว่าบรรยากาศการบริโภคในประเทศจะอ่อนแอกว่าคาด และ SSSG ยังคงมีแนวโน้มลดลงในเดือนเมษายน 2568
อย่างไรก็ดี คาดว่า MAGURO จะมีการเติบโต 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2568 เนื่องจากแผนการขยายสาขาเชิงรุกของบริษัท ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และการประหยัดต่อขนาดที่มากขึ้น
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" MAGURO ด้วยมูลค่าเหมาะสมที่ 24.25 บาท โดยมองว่า MAGURO กำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตในระยะใกล้ด้วย P/E ที่ถูกกว่ากลุ่มที่ 20 เท่า แม้จะเสนออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่โดดเด่นที่ 35% ความเสี่ยงหลักรวมถึง 1) การรักษามาตรฐานการบริการที่สูงในเครือข่ายที่กำลังขยายตัวและการจัดการต้นทุนในการเผชิญกับการแข่งขันกับเชนขนาดใหญ่กว่า และ 2) ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เช่น แซลมอน เนื้อวัว และเนื้อหมู
ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ คุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์ CEO ของ MAGURO เผยเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Bincho” อาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบต้นตำหรับวิถี Washoku ซึ่งจะเน้น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุดิบที่เลือกเฟ้นมาอย่างดี 2) การปรุงที่เน้นรสชาติที่โดดเด่นของวัตถุดิบ 3) สารอาหารที่ครบถ้วนสมดุล และ 4) การบริการที่เอาใจใส่ โดยจะเปิดตัวที่ Mega Bangna ชั้น 1 ใน ก.ค. นี้
สำหรับแผนการเปิดร้านอาหารในปีนี้จะขยายสาขาทั้งหมด 15 สาขา และเปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ได้แก่ Bincho ที่ Mega Bangna และอีกหนึ่งแบรนด์ซึ่งจะเปิดตัวที่ Central Dusit ใน ก.ค. ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้ารายได้ปี 2568 เติบโต +30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 1.8 พันล้านบาท
ทั้งนี้ บล.ดาโอ มีมุมมองเป็นบวกจากประเด็นข้างต้น โดย Outlook ยังเป็นไปตามคาด โดยมองว่าแบรนด์ใหม่จะได้การตอบรับที่ดี ทั้งนี้ ประเมินกำไรไตรมาส 2/2568 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากการขยายสาขา ทั้งนี้จะมีการเปิด Tonkatsu Aoki 3 สาขาและ Hitori Shabu 1 สาขาในไตรมาส 2/68 และได้อานิสงส์จากต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างแซลมอนที่ทรงตัว
สำหรับรายได้ที่บริษัทตั้งเป้าไว้ +30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในปี 2568 สูงกว่าคาดที่ +23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากเป็นไปตามบริษัทคาด จะเป็น Upside ต่อประมาณการของบล.ดาโอ
โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 141 ล้านบาท (+46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) จากรายได้ที่เติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง +23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จาก SSSG +3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และขยายสาขา
อย่างไรก็ดี คงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายที่ 26.00 บาท โดยยังชอบ MAGURO จาก 1) ธุรกิจร้านอาหารแบบ Full-Service ไทย ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง 2) มี Penetration rate ที่ต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากจากการขยายสาขาและแบรนด์ใหม่ 3) มี Brand Awareness และ Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง โดยสัดส่วนรายได้จากสมาชิกสูง> 55% และ 4) Valuation ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรปี 2568-69 ที่ทำ All Time High ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ 2568 PER 14.1x ต่ำกว่า peer
