PTTEP ส่อแววทำผิดสัญญาแบ่งปันผลผลิต เหตุยังเข้าพื้นที่แหล่งเอราวัณไม่ได้

PTTEP มองราคาน้ำมันในครึ่งปีหลังคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 60-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยคาดปริมาณขายปี 2564 เพิ่มาอยู่ที่ 412,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน พร้อมคุมต้นทุนต่อหน่วยลดลงเหลือ 28-29 ดอลลาร์สหรัฐ วางเป้าปี 73 ธุรกิจใหม่ดันสัดส่วนกำไรสุทธิ 20% ฟากเข้าพื้นที่เอราวัณไม่ได้ ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเกิดจากสาเหตุอะไร


นายธนัตถ์ ธำรงศักดิ์สุวิทย์. ผู้จัดการ แผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า ประเด็นความคืบหน้าโครงการแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณเดิม) นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ถึงแม้จะมีการยอมรับเงื่อนไขของผู้รับสัมปทานเดิมแล้วก็ตาม  โดยคาดว่าหากเมื่อถึงเวลาเข้าพื้นได้ตอนนั้นสัญญาแบ่งปันผลผลิตก็คงไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณตามสัญญาที่ให้ไว้ บริษัทจึงอยู่ระหว่างจัดทำแผนรองรับเพื่อลดผลกระทบและเพิ่มปริมาณการผลิตจากแหล่งอื่นๆที่บริษัทมีในพื้นที่อ่าวไทยมาชดเชยมาให้ได้บางส่วน และปัจจุบันก็มีการจัดเตรียมแท่นผลิตและอุปกรณ์ให้พร้อมไว้หากเข้าพื้นที่ได้



คาดว่าปริมาณการขายไตรมาส 3/64 จะอยู่ที่ราว 405,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก  โครงการในประเทศไทยที่มีการปิดซ่อมโรงงานแยกก๊าซของ PTT


ทั้งนี้ภาพรวมปริมาณขายสำหรับปี 2564 คาดจะอยู่ที่ราว 412,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจาก เข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการโอมาน แปลง 61 ในโครงการมาเลเซีย - แปลงเอช ทำให้ปริมาณการขายปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น


โดยบริษัทคาดว่าราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยของไตรมาส 3/2564 และทั้งปี 2564 จะอยู่ที่ประมาณ 5.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ลดลงจากปีก่อน เป็นผลจากการปรับราคาย้อนหลังของราคาก๊าซธรรมชาติตามสัญญา อีกส่วนคือปริมาณการขายเพิ่มเข้ามา คือ โอมาน แปลง 61 ในโครงการมาเลเซีย - แปลงเอช ซึ่งมีราคาขายต่อหน่วยต่ำกว่าโครงการอื่นๆ  


สำหรับต้นทุนต่อหน่วยไตรมาส 3/2564 และทั้งปี 2564  คาดว่าจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยได้ที่ประมาณ 28-29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงจากปีก่อนหน้าจากการบริหารจัดการต้นทุน ขณะที่ EBITDA margin ทั้งปี 2564 คาดจะอยู่ที่ 70-75%


ขณะที่งบลงทุนด้าน E&P ในปี 2564 จะอยู่ที่ 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5,600 ล้านเหรียญในปี 2565 อย่างไรก็ตามภายหลังเข้าลงทุน โอมาน แปลง 61 คาดตัวเลขงบลงทุนอาจจะปรับเพิ่มขึ้นได้ปีกราว 150 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่วนงบลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ E&P ก็มีกำหนดไว้เช่นกัน แต่ไม่มาก


ส่วนราคาน้ำมันในครึ่งปีหลังคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ  60-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และทั้งปี 64 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ โดยปีนี้ดีมานด์คาดจะดีขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการเปิดประเทศ แต่ก็จำกัดในยุโรป และสหรัฐฯ ส่วนเอเชียยังไม่น่าไว้วางใจ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคนี้ไม่มากเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะเป็นปัจจัยการกำหนดทิศทางความต้องการใช้น้ำมัน


ด้านซัพพลายคาดการเติบโตเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และขึ้นอยู่กับ OPEC+ เป็นหลัก ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตได้เร็วแค่ไหน แต่หากเพิ่มได้ช้า ก็จะเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามคาดปี 2565 คาดซัพพลายเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น


“ในช่วงครึ่งปีหลัง จะมีการปรับราคาย้อนหลังของราคาก๊าซธรรมชาติเพื่อสะท้อนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คาดจะช่วยให้ผลประกอบการที่ดีขึ้น แต่โครงการในประเทศไทยที่มีการปิดซ่อมโรงงานแยกก๊าซของ PTT จึงทำให้ปริมาณการขายจะลดลงในไตรมาส 3 ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 แต่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการก๊าซธรรมชาติด้วย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน”นายธนัตถ์ กล่าว


ด้านนางสาวเมธ์ลดา ชยวัฒนางกูร ผู้จัดการอาวุโส ในฐานะผู้จัดการโครงการ G1 เปิดเผยว่า การเข้าพื้นที่ไม่ได้นั้น ทางบริษัทยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่ปัจจุบันมีการกลับมาพูดคุยกัน โดยคาดหวังจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ ซึ่งบริษัทมีความคาดหวังเข้าพื้นที่ได้ใน 1-2 เดือน และจะเร่งงานให้มากที่สุด อย่างน้อยติดตั้งแท่น หรือท่อบางส่วนก่อนสัมปทานหมดอายุ แต่กรณีเลวร้ายสุดอาจเข้าพื้นที่ได้ในเดือนเม.ย.65 เลย


ทั้งนี้จากสัญญา PSC แหล่งเอราวัณต้องผลิตก๊าซฯ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน นั้น ตามที่ผู้รับสัมปทานรายเดิม ประเมินว่าการผลิตก่อนสัมปทานหมดอายุน่าจะอยู่ที่ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งหากเป็นแบบนี้ คาดจะหายไป 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต หากผู้รับสัมปทานรายเดิมออกที่ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุต อย่างไรก็ตามจากจำนวนที่หายไปคาดนำพลังงานจากแหล่งบงกช และอาทิตย์มาทดแทน


นางสาวอรชร อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน กล่าวว่า ตามแผนกลยุทธ์ Execute and Expand แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ การเติบโตของ E&P ไม่ว่าจะเป็นการรักษากำลังการผลิต และเพิ่มมูลค่าโครงการที่มีอยู่ ให้เติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 5% โดยปี 2573 กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 7 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงสู่ระดับ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในปี 2573


ขณะที่การพัฒนาธุรกิจใหม่เพื่อลดความผันผวนธุรกิจที่อิงราคาน้ำมัน โดยบริษัทวางเป้าหมายสัดส่วนกำไรสุทธิของธุรกิจใหม่อยู่ที่ 20% ในปี 2573 ทั้งธุรกิจ AI ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และอยู่ระหว่างขยายตลาด และฐานลูกค้า ตามด้วยธุรกิจไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียนต่างๆ โดยประเทศที่สนใจ คือ เมียนมา และเวียดนาม และการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆในบริษัท รวมทั้งการศึกษาไฮโดรเจนเป็นพลังงานทางเลือกต่อไป  

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
Updated 21 hours ago
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
Updated 22 hours ago
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
Updated 22 hours ago
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
Updated 1 day ago
News Highlight
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใช้กระป๋องน้ำอลูมิเนียมรีไซเคิลได้ 100%
Updated 23 hours ago
Follow Us