Official Update :

BAM แม้กำไรไตรมาส 2 จะโตแรง แต่ยังมีความเสี่ยงสูงในครึ่งปีหลัง

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เคยเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันกลับไม่เป็นดั่งที่เคย ซึ่งหากย้อนกลับไปตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2562 เปิดเทรดวันแรกที่ 18.40 บาท เพิ่มขึ้น 5.14% จากราคา IPO ที่ 17.50 บาท ก่อนจะมาปิดการซื้อขายของวันที่ 17.50 บาทเท่าราคา IPO


แม้ปิดการซื้อขายของวันที่ไม่น่าสนใจเท่าไหร่นัก แต่หลังจากนั้นไม่นานราคาหุ้น BAM ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.63 ที่ระดับราคา 36.25 บาท ก่อนที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องเช่นกัน จนทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.63 ที่ระดับ 15.60 บาท ถือว่าเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่า IPO อย่างไรก็ตามนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ราคาหุ้นของ BAM ก็ไม่เคยยืนเหนือระดับ 30 บาทอีกเลย จนล่าสุดเคลื่อนไหวในราคาที่ต่ำกว่า 20 บาทไปเสียแล้ว


สำหรับ BAM ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายรายใหญ่ของไทย โดยเคยให้นิยามว่า จัดอยู่ในหุ้นที่มีความปลอดภัย และเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลดีทั้งในช่วงเศรษฐกิจขาลงและเศรษฐกิจสดใส เพราะเมื่อเศรษฐกิจขาลงก็สามารถซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาที่ดี และหากเศรษฐกิจขาขึ้น ลูกหนี้ก็มีศักยภาพในการชำระหนี้


หากย้อนดูผลประกอบการตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก เพราะปี 2562 มีกำไรสุทธิสูงถึง 6,549.30 ล้านบาท แต่ปี 2563 ทำได้เพียง 1,840.62  ล้านบาท เท่านั้น ล่าสุดงบไตรมาสแรกปี 64 มีกำไรสุทธิ 247.05 ล้านบาท ลดลงสูงถึง 62.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทบันทึกผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดจำนวน 1,253 ล้านบาท


ล่าสุดปริมาณการซื้อขายหุ้นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หรือ BAM จะเข้าสู่โหมดการเติบโตแล้ว? โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น BAM ปรับตัวลงแรงกว่า 26.9%นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน จนใกล้จุด All Time Low หลังผลดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้แย่กว่าคาด และมีผลกระทบจากการปิดกรมบังคับคดีในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19


โดยมองว่าราคาในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยลบไปมาก อีกทั้งในช่วงสั้นคาดมีแรงหนุนจากผลดำเนินงานในไตรมาส 2/64 ที่โตเด่น ทำให้คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 24.50 บาท และคาดให้ อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อีก 3.3%


ทั้งนี้ประเมินไตรมาส 2/64 BAM จะมีกำไรสุทธิ 728 ล้านบาท โตเด่น 436.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 194.8%จากไตรมาสแรก หนุนด้วยรายได้ดอกเบี้ยรับจากลูกหนี้ปรับโครงสร้างที่เพิ่มขึ้น บวกกับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่โตเด่น หลังยอดขาย NPA เร่งตัวขึ้น จากการเพิ่มสัดส่วนทรัพย์ราคาพิเศษ และเพิ่มช่องทางขาย Online รวมถึงมีการบันทึกกำไรจากการขาย NPA ก้อนใหญ่ที่ได้ขายไปแล้วในปีก่อน (แบ่งชำระ 2 งวด) มูลค่า 450 ล้านบาท


เช่นเดียวกันกับบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ได้แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าที่เหมาะสม 22.00 บาท โดยคาดว่า BAM จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/64 ที่ 687 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 407% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 178%จากไตรมาสแรก ซึ่งมีแรงหนุนจากการขาย NPA ขนาดใหญ่ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก


โดยที่รายได้ที่รับจะทยอยรับรู้เป็นรายงวด และการขาย NPA อื่นๆ ยังทำได้ดีจากการจัดโปรโมชั่น และจะทำให้การจัดเก็บหนี้ทำได้ดีกว่าเป้า (คาด 1.92 พันล้านบาท เทียบกับเป้าที่ 1.77 พันล้านบาท) ในอีกด้านการฟื้นตัวของ NPL ยังต่ำ เนื่องจากโรคระบาดที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า แม้ว่าการเก็บหนี้จะดีขึ้นทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก แต่คาดว่าจะยังต่ำกว่าเป้าของ BAM (คาด 2.29 พันล้านบาท เทียบกับเป้าของ BAM 2.4 พันล้านบาท)  


ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/64 ที่ 515 ล้านบาท เติบโต 108%จากไตรมาสแรก และเติบโต 280%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ฟื้นตัวแรงจากปีก่อนที่มี Full lockdown และจากไตรมาสก่อน เงินสดเรียกเก็บ 3.5 พันล้านบาท เติบโต 18%จากไตรมาสแรก และเติบโต 29%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเร่งขายทรัพย์ NPA เพื่อเร่งยอดเก็บเงินสด และ NPL ที่ค้างมาจากไตรมาสก่อน ขณะพอร์ตหนี้มีแนวโน้มทรงตัวจากไตรมาสแรกที่ 2 แสนล้านบาท โดยมองว่า BAM ยังระมัดระวังในการซื้อ NPLs เข้ามาเพิ่มเติมและให้น้ำหนักกับการระบายสินทรัพย์ในมือและลดภาระดอกเบี้ยมากกว่า



แม้ไตรมาส
2 โตเด่นแต่ยังมีความเสี่ยง

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุอีกว่า เพื่อสะท้อนดอกเบี้ยรับที่อ่อนแอลง ทำให้เราคาดว่าผลประกอบการใน ครึ่งหลังปี 64 จะยังอ่อนแอจากโรคระบาด และ ได้ปรับผลประกอบการปี 64 – 66 ลง 49%, 43% และ 37% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามมองว่ามูลค่าของ BAM ยังน่าสนใจ เนื่องจากสินทรัพย์จำนวนมาก และเราปรับมูลค่าที่เหมาะสมเป็นปี 65 ทำให้มูลค่าที่เหมาะสมลดลง 4 บาท เป็น 22.00 บาท (GGM) แนะนำ ซื้อและคาด DPS จะลดลงตาม


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แม้กำไรระยะสั้นอาจมีทิศทางฟื้นตัว แต่เป็นภาพที่ยังไม่รวมผลกระทบจาก COVID-19 ระลอกล่าสุด ซึ่งกระทบทั้งกระบวนการทำงานจากการปิดของกรมบังคับคดีตั้งแต่กลาง ก.ค. และอาจลากยาวทั้งไตรมาส ขณะอุปสงค์ของผู้ซื้อใหม่ที่ชะลอออกไป ทำให้เรามองว่ามี downside ต่อประมาณการกำไรและปันผลในปีนี้ กดดัน Dividend Yield คาดเหลือเพียง 3.8% แม้ราคาลงมาต่ำกว่าช่วง IPO คงคำแนะนำ ถือ ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 17.00 บาท


โดยภาพครึ่งหลังปี 64 ยังมีความเสี่ยงต่อเป้ายอดเก็บเงินสด 1.7 หมื่นล้านบาท หลังทำได้ 38% ในครึ่งแรก เนื่องจาก  ลูกหนี้บางส่วนอาจกลับเข้าสู่ความช่วยเหลือพักหนี้ในช่วงปิดเมือง พร้อมทั้งกรมบังคับคดีงดขายทรัพย์ทอดตลาดตั้งแต่ 20 ก.ค. จนถึงเดือน ส.ค. (และอาจถูกขยายตามสถานการณ์) กระทบต่อกระบวนการทำงาน และการรับรู้รายได้


รวมทั้งอุปสงค์ของผู้ซื้อ ทั้งในฝั่งรายย่อยที่กำลังซื้อถูกกระทบ-ความเข้มงวดของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และรายใหญ่ที่ต้องการลงทุนในอสังหาฯทบทวน/ชะลอแผนการลงทุนออกไป ซึ่งบริษัทอาจปรับกลยุทธ์ด้วยการให้ส่วนลด (pricing) บนทรัพย์ชิ้นใหญ่เพื่อเร่งยอดเก็บเงินสดในช่วงปลายปีเพื่อบรรลุเป้าที่เหลือ


ดังนั้นบนสมมติฐานการแพร่ระบาดที่อาจต่อเนื่องไปยังปี 2565 จึงปรับลดประมาณการยอดเก็บเงินสด 10-14% ในปี 2564-65 และกำไรสุทธิปีนี้ ลดลง 27% คาดเท่ากับ 2,207 ล้านบาท ยังเติบโต 20%จากปีก่อน ส่วนในปี 65 ลดลงจากเดิม 9% ที่ 3,127 ล้านบาท ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติที่มีกำไรสุทธิถึง 5-6,000 ล้านบาท/ปี


สอดคล้องกับกำไรที่ปรับลง จึงปรับราคาเหมาะสมลง 25% เป็น 17.00 บาท โดยใช้สมมติฐานเงินปันผลในปีนี้ที่คาดไว้ที่ 0.60 บาท/หุ้น แม้ให้ Payout ratio ที่ 88% สูงใกล้ปีก่อนที่ 90% ราคาปัจจุบันมี Dividend Yield เพียง 3.8% ยังดูไม่น่าสนใจในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า นักลงทุนควรรอและติดตามการฟื้นตัวกลับไปสู่ช่วงก่อนการระบาดในปี 2566 โดยมีปัจจัยเสี่ยง คือ ยอดเก็บเงินสดที่ไม่เป็นไปตามคาด , การแข่งขันที่สูงในอุตสาหกรรม , การเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”