BAM ผู้บริหารสินทรัพย์รายใหญ่ กับการเติบโตที่ต้องรอถึงปีหน้า
ธุรกิจบริหารสินทรัพย์เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้จะลดลง รวมถึงบริษัทจะขายสินทรัพย์ที่รอการขาย (NPA) และ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ได้ยากขึ้น
BAM หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ของไทยก็ได้รับกระทบจากประเด็นดังกล่าวเช่นเดียวกัน แม้จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการซื้อหนี้ในราคาถูกกว่าปกติเข้ามาชดเชย แต่ผลบวกนี้จะช่วยสนับสนุนรายได้ระยะยาวมากกว่า ทำให้ภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกยังถูกกดดันจากการล็อคดาวน์และภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยผลประกอบการ 9 เดือนปี 63 มีกำไรสุทธิ 1,133 ล้านบาท ลดลง 76.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และผลประกอบการไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 298 ล้านบาท ลดลง 66.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
BAM รับปัจจัยบวกยาวถึงปี 64
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังรัฐบาลคลายล็อคดาวน์ ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ดีขึ้น ช่วยหนุนให้ผลงานไตรมาส 4/63 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดย บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า ไตรมาส 4/63 ไปจนถึงปี 64 บริษัทยังมีปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนอีกมาก คือ 1. เงินสดที่ได้จากธุรกิจ NPL ในไตรมาส 4/63 จะปรับตัวดีขึ้นจากการรับรู้รายได้จากการประมูล NPL ในช่วงปลายไตรมาส 3/63 ที่ผ่านมา และรอรับรู้รายได้อีกประมาณ 636 ล้านบาท ซึ่งปกติจะใช้ระยะเวลาประมาณ 30-60 วัน รวมถึงคาดว่า NPL ขนาดกลางจำนวน 2 ราย มูลค่าประมาณ 550 ล้านบาท จะขายได้ในไตรมาส 4/63 อีกทั้ง BAM จะรับรู้รายได้จาการขายประมูลลูกหนี้ NPL-secured จำนวน 6 ราย มูลหนี้ 777 ล้านบาท โดยคาดว่าจะขายแล้วเสร็จในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ และประเมินว่าลูกค้าที่จะเข้ามาประมูลจะเป็นผู้ประกอบการ AMC รายอื่น นอกจากนี้ BAM ยังอยู่ระหว่างการเตรียมขายประมูลลูกหนี้ชุดที่ 2 ในปี 64 อีกด้วย
2.เงินสดที่ได้จากธุรกิจ NPA ในไตรมาส 4/63 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เพราะสามารถขาย NPA ขนาดกลางได้ 150 ล้านบาท และขาย NPA ขนาดใหญ่ 900 ล้านบาทได้ โดยจะแบ่งการรับรู้เป็น 2 งวด คือไตรมาส 4/63 และไตรมาส 1/64 รวมถึงการขาย NPA เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่น ยกเว้นค่าจดจำนองหรือให้ voucher ในกรณีที่ลูกค้าโอนทรัพย์ NPA ภายใน 30 วัน
3.BAM ตั้งเป้าเรียกเก็บเงินสดในปี 64 ที่ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท และวงเงินซื้อหนี้มาบริหาร 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 63 ที่บริษัทซื้อหนี้เสียมาประมาณ 1.0 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าจะมีการขายลูกหนี้ NPL ออกมาในตลาดเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/64 และสุดท้าย 4. BAM อยู่ระหว่างการหาและจับมือพาร์ทเนอร์เพื่อนำทรัพย์สินมาพัฒนาและสร้างรายได้ประจำ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย NPA และให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่ซื้อ NPA
ประเมินปีหน้ากำไรฟื้น 101%
จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยจึงคงประมาณการกำไรปกติปี 63 ที่ 2.32 พันล้านบาท ลดลง 63% จากปีก่อน และประเมินกำไรปกติปี 64 จะกลับมาขยายตัวที่ 4.67 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 101% จากปีนี้ ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ BAM ปรับตัวลง 14% และ underperform SET ประมาณ 10% ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมา จากผลการดำเนินงานไตรมาส 3/63 ที่ต่ำและไม่ดีขึ้นจากไตรมาส 2/63 อย่างไรก็ตามจากผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/63 ที่คาดว่าจะมีปัจจัยบวกอีกมาก และจะขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว (63-65) EPS CAGR ที่ 48.6% หนุนด้วยการซื้ออ NPL และ NPA เข้ามาบริหารในต้นทุนที่ถูกลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ NPL ในอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 25.00 บาท
ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทำให้ธุรกิจหลักของ BAM ในไตรมาส 4/63 และปีหน้าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แต่ยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องติดตาม นั่นก็คือการระบาดของ Covid-19 รอบ 2 ซึ่งล่าสุดตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 576 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ธ.ค. 63) หากอนาคตจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลอาจพิจารณาล็อคดาวน์ประเทศเพื่อยับยั้งการระบาดอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ BAM อย่างแน่นอน!!

