ส่องสถานะการเงิน “หุ้นซิ่ง” จะวิ่งจริง หรือแค่ลากมาทุบ?
ก่อนหน้านี้ทีม Wealthy Thai ได้พานักลงทุนไปสำรวจหุ้นที่ทำราคาสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ถึงปัจจุบัน (1 ม.ค.64- 5 ส.ค.64) โดยใน 10 อันดับที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ที่ทำราคาหุ้นเพิ่มสูงตั้งแต่ 300% ไปจนถึงมากกว่า 4,000% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงพอสมควร
โดยนักวิเคราะห์ได้แนะนำว่า บางตัวก็มีปัจจัยพื้นฐานจริง แต่ในบางตัวอาจจะไม่มี หรือธุรกิจมีการเติบโตน่าสนใจมากจริง แต่ปัญหาคือ การเติบโตเหมาะสมกับราคาหุ้นหรือไม่ โดยให้เข้าไปดูในเรื่องของสถานะทางการเงิน เพราะว่าหุ้นหลายๆตัว อาจจะมีภาวะหนี้สินที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่หลายครั้ง เราก็จะพบกับเกมขึ้นราคาหุ้น ที่มักจะจบลงด้วยการเพิ่มทุน ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าวจะพานักลงทุนมาสำรวจสถานะการเงินของหุ้นซิ่งว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง
อย่างไรก็ตามที่เราได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ หากไม่นับรวม บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD (เดิมชื่อบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AEC) เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าที่ตราไว้ใหม่ (พาร์) 5.00 บาท จากเดิม 1 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2564 และไม่นับรวม W บริษัท วาว แฟคเตอร์ จำกัด (มหาชน) ที่วันที่ 8 เม.ย.2564 มีมติรวมพาร์เป็น 15 บาทต่อหุ้น จากเดิม 1 บาทต่อหุ้น และล่าสุดวันที่ 1 ก.ค.ได้รายงานว่ามีการการลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วทำให้พาร์อยู่ที่ 1 บาทต่อหุ้นจากเดิม 15 บาท โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้น ซึ่งเป็นไปตามการปรับโครงสร้างทุนของบริษัท

ดังนั้นพบว่าหุ้นที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงดังกล่าวก็คือ JTS หรือ บริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS หนึ่งในหุ้นของกลุ่มนาย พิชญ์ โพธารามิก ซึ่งก่อนหน้านี้ JTS ชี้แจงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนใน Hyperscale Data Center, Cloud & AI และ ICT & Security Solution เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจตามที่ได้มีการลงนามในสัญญา Strategic Collaboration Agreement กับ KT Corporation ( KT ) พันธมิตรจากประเทศเกาหลีใต้
นอกจากนี้บริษัทมีความสนใจและศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากบริษัทฯ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดทางด้านการเงินจากเครื่องมือทางการเงินและเทคโนโลยีดังกล่าวได้ โดยการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน และยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูล เมื่อมีความชัดเจนแน่นอนสมควรจะเปิดเผยตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป
โดยล่าสุดได้ประกาศให้บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค จำกัด (JasTel) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ จะดำเนินการลงทุนในธุรกิจขุดเหมืองบิตคอยน์ (Bitcoin Mining") ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ โดยมีมูลค่าการลงทุนทั้งหมดจำนวน 156.7 ล้านบาท ซึ่งอุปกรณ์หลักประกอบด้วยเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวน 500 เครื่อง ซึ่งได้ทยอยสั่งซื้อและจะติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3/64
ทั้งนี้บริษัทฯ จะใช้นโยบายทางการบัญชีในการบันทึก Bitcoin ที่ขุดได้เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและรายได้ด้วยราคาทุน (มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ได้มา) หักค่าเผื่อการด้อยค่าสินทรัพย์ โดย Bitcoin ที่ขุดได้จะนำมาจำหน่ายบางส่วนและเก็บไว้บางส่วน โดยรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 64 ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้รวม
ขณะที่ตัวเลขงบการเงินย้อนหลัง โดยปี 2560 มีกำไรสุทธิ 12.52 ล้านบาท ขณะที่ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 15.15 ล้านบาทปี 2562 มีกำไรสุทธิ 6.14 ล้านบาท ปี 2563 มีกำไรสุทธิสูงถึง 44.17 ล้านบาท เติบโต 619% หลังจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 138.68% ล่าสุดไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิแล้วกว่า 10.23 ล้านบาท เติบโต 21.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ล่าสุดไตรมาสแรกปี 64 มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 1,344.06 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 328.09 ล้านบาท โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่ระดับ 1,021.82 ล้านบาท และมีขาดทุนสะสมสิ้นไตรมาสแรกปี 64 ที่ระดับ -113.06 ล้านบาท
NCL โผล่เพิ่มทุนพีพี 45 ล้านหุ้น
ขณะที่ราคาหุ้นวิ่งแรงอันดับ 2 ในช่วงดังกล่าว คือ NCL หรือ บริษัท เอ็นซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการจัดการระบบโลจิสติกส์ครบวงจร ซึ่งก่อนหน้านี้นางสาวปิ่นรัก ประสิทธิศิริกุล และ นางสาวยิ่งรัก พัวถาวรสกุล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้มีการขายหุ้น Big Lot รวม 62 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 13.66 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ ให้กับผู้ถือหุ้นทั่วไป และกองทุนต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัท แต่ก็มีกระแสข่าวว่าผู้ทำรายการซื้อบิ๊กล็อต ดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือกลุ่มนายแพทย์พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี นักลงทุนรายใหญ่ ,นายสุระ คณิตทวีกุล แห่ง COM7 แต่ก็ยังไม่ประกาศอย่างชัดเจนจากทั้ง 2 รายออกมาแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม NCL ยังมีการประกาศจะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 45 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (PP) ในราคาหุ้นละ 3.30 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 148.50 ล้านบาท ได้แก่ จำนวน 15,000,000 หุ้น เสนอขายให้แก่บริษัท ไท่เว่ ไบโอเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , จำนวน 18,000,000 หุ้น เสนอขายให้แก่นางละออ ตั้งคารวคุณ , จำนวน 6,000,000 หุ้น เสนอขายให้แก่นายวิชัย ด่านรัตน และ จำนวน 6,000,000 หุ้น เสนอขายให้แก่นางนธีรา บริรักษ์คูเจริญ
พร้อมทั้งกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2564 ในวันที่ 13 ก.ย.64 ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2564 ในวันที่ 16 ส.ค.64 บริษัทคาดว่าจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ PP ภายในไตรมาส 4/64 แต่อย่างไรก็ตามได้มีประกาศออกมาอีกครั้ง คือการเปลี่ยนแปลง เสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัดจากเดิมหุ้นละ 3.30 บาท เป็น 3.35 บาท
หากเข้าไปสำรวจงบการเงินย้อนหลังพบว่า ปี 2560 มีผลขาดทุน -7.60 ล้านบาท ขณะที่ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 3.16 ล้านบาท ตามด้วยปี 2562 ก็มีกำไรสุทธิสูงถึง 11.06 ล้านบาท แต่ปี 2563 กลับมีผลขาดทุน -26.07 ล้านบาท และล่าสุดไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิสูงถึง 20.02 ล้านบาท
ขณะที่ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 64 มีสินทรัพย์รวม 800.85 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 501.08 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 276.84 ล้านบาท และมีขาดทุนสะสม -4.52 ล้านบาท
UKEM กำไรสะสม 748.33 ล้านบาท
อันดับ 3 UKEM หรือ บริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ โดยสินค้าประกอบด้วยสารทำละลาย (Solvents) ซึ่งเป็นสินค้าที่จำหน่ายทั่วไป (Commodity Solvent) สำหรับใช้เป็นสารทำละลายซึ่งเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ
หากเข้าไปสำรวจงบการเงินย้อนหลังพบว่า ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 125.73 ล้านบาท ขณะที่ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 36.77ล้านบาท ตามด้วยปี 2562 ก็มีกำไรสุทธิ 70.18 ล้านบาท ปี 2563 มีกำไรสุทธิ 97.11 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขกำไรสุทธิที่เติบโต 3 ปีติดต่อกัน และล่าสุดไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิสูงถึง 55.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจาก มีการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าเพื่อการขายทำได้ดีและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การทำกำ ไรขั้นต้นได้พิ่มขึ้น
ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 64 มีสินทรัพย์รวม 2,135.18 ล้านบาท หนี้สินรวม 876.40 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,057.48 ล้านบาท และมีกำไรสะสม 748.33 ล้านบาท
SAAM รุกธุรกิจใหม่
อันดับ 4 SAAM หรือ บริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ แบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจ ดังนี้ 1. จัดหาสถานที่ตั้งและให้บริการที่เกี่ยวข้องภายในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2. พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อจำหน่าย 3. ลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
ก่อนหน้านี้ SAAM ได้ประกาศจะนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ ไม่เกิน 30,000,000 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 150,000,000 บาท รวมเป็นทุนจดทะเบียน 180,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 60,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิฯ ทั้ง 2 ชุด
ที่จะแจกผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราส่วน 10:1 อัตราการใช้สิทธิ SAAM-W1 ที่ 7.5 บาท และ SAAM-W2 ที่ 11 บาท ซึ่งเตรียมชงประชุมผู้ถือหุ้น 7 ก.ย.นี้
รวมทั้งรุกธุรกิจใหม่ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยี โดยบริษัทคาดว่า ธุรกิจนี้จะช่วยเสริมสร้างรายได้และกำไรอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีอัตรากำไรสุทธิที่สูงขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสในการเติบโตอย่างมากและต่อเนื่อง (Passive Income with Growth) เนื่องจากในปัจจุบัน ยังไม่มีคู่แข่ง และกลุ่มบริษัทฯ เป็นเพียงบริษัทเดียวที่มีเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และโซลูชั่นเฉพาะทางในลักษณะนี้
ทั้งนี้ มูลค่าของรายได้และกำไรที่จะเพิ่มขึ้นจากการดำเนินธุรกิจดังกล่าว จะขึ้นอยู่กับจำนวนข้อมูลที่ติดตามในงานเฉพาะทางของลูกค้าแต่ละราย และจำนวนของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลุ่มบริษัท อยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป
หากเข้าไปสำรวจงบการเงินย้อนหลังพบว่า ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 19.19 ล้านบาท ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 15.44 ล้านบาท ปี 2562 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 16.55 ล้านบาท ขณะที่ปี 2563 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 24.27 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโตติดต่อกัน 3 ปีอีกหนึ่งหลักทรัพย์ และล่าสุดไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิแล้วจำนวน 9.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยข้อมูลสิ้นไตรมาสแรกปี 2564 มีสินทรัพย์รวม 412.03 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 110.32 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 302.12 ล้านบาท โดยมีกำไรสะสมที่ระดับ 53.23 ล้านบาท
และสุดท้ายอันดับ 5 DIMET หรือ บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีคุณภาพสูงสำหรับใช้ทาในงานอุตสาหกรรมและงานโครงเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้างต่างๆ อาทิ โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตไฟฟ้า แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทย เพื่อป้องกันสนิมเหล็ก รวมไปถึงสีทาอาคาร สีเคลือบไม้ สีทาเฟอร์นิเจอร์ และสีอุตสาหกรรม เช่น สีพ่นถังก๊าซ เป็นต้น รวมถึงเป็นผู้ให้บริการไฟฟ้าทางเลือกอย่างยั่งยืนในอนาคต
หากเข้าไปสำรวจงบการเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา มีผลขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาสแรกปี 64 มีสินทรัพย์รวม 295.69 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 135.50 ล้านบาท มีส่วนของผู้ถือหุ้น 160.19 ล้านบาท และมีขาดทุนสะสมอยู่ที่ระดับ -372.08 ล้านบาท

