PSGC ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ขับเคลื่อน 3 เสาหลัก ปักหมุดสปป.ลาวเป็นศูนย์กลาง CLMV สู่ผู้พัฒนาทรัพยากร-พลังงานระดับภูมิภาค
ในสภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่รุนแรง การพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน หลายบริษัทจึงเริ่มมองหาแนวทางในการกระจายรายได้ผ่านการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มใหม่ ๆ เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และต่อยอดโอกาสการเติบโตในระยะยาว
หนึ่งในบริษัทที่น่าจับตาคือ บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ผู้เชี่ยวชาญด้านงานรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก "ผู้รับเหมา" ไปสู่การเป็น "ผู้พัฒนาโครงการทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานระดับภูมิภาค" ด้วยการวางโครงสร้างธุรกิจใหม่บน 3 เสาหลักที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง ทรัพยากรธรรมชาติ และพลังงาน
เสาหลักแรก: ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ฐานรากสำคัญที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัท พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่
ปัจจุบัน PSGC เป็นผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร ครอบคลุมงานโยธา โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวก งานอาคาร รวมถึงโครงสร้างและสถาปัตยกรรม งานระบบเครื่องกลและไฟฟ้าที่ต้องการอาศัยความชํานาญ โดยมีโครงการก่อสร้างหลักใน สปป.ลาว จำนวน 2 โครงการ ได้แก่
-
โครงการก่อสร้างรองรับการขยายกำลังการผลิตเหมือง XPPL Phase 1 มูลค่าประมาณ 9 ล้านเหรียญสหรัฐ มีความคืบหน้าแล้วกว่า 85% คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2569
-
โครงการพัฒนาพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ Resettlement Development มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท มีความคืบหน้าแล้ว 28% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2570
นอกจากนี้ ในปี 2568 PSGC ยังมีแผนขยายการเติบโตต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่างเจรจาสรุปรายละเอียดโครงการใหม่ 2 แห่งใน สปป.ลาว คือ
-
โครงการก่อสร้างอาคารประกอบอุปกรณ์สนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเซกอง (XTPPL) กำลังผลิต 1,800 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเมืองกะลึม แขวงเซกอง ทางตอนใต้ของ สปป.ลาว ประกอบด้วย โรงไฟฟ้า เหมืองถ่านหิน
-
โครงการก่อสร้างระบบลำเลียงถ่านหินและเถ้า เพื่อสนับสนุนการขนส่งถ่านหินและการจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเซกอง
ซึ่งทั้งสองโครงการมีมูลค่าโครงการใกล้เคียงกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน หากบรรลุข้อตกลงภายในสิ้นปีนี้ ทั้ง 2 โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม Backlog กว่า 2 เท่าตัวจากปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผนการเติบโตในระยะกลางของบริษัทฯ
โดยโครงการทั้งหมดในข้างต้น นับเป็นฐานรากสำคัญที่แสดงถึงความสามารถของ PSGC ในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ และสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เพื่อรองรับการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ในอนาคต
เสาหลักที่สอง: ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ โอกาสในการสร้างรายได้ประจำที่มั่นคง
PSGC เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติด้วยการทดลองให้บริการ บริหารและบำรุงรักษาเหมืองแร่ใน สปป. ลาว โดยมีโครงการนำร่อง 2 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการศึกษาขั้นตอน การดำเนินงาน และได้ผ่านการสำรวจความพร้อมของทรัพยากรแล้ว คือ
-
โครงการเหมืองทองคำ KSO มีสัมปทานคงเหลืออีก 35 ปี
-
โครงการเหมืองถ่านหิน XPPL มีสัมปทานคงเหลืออีก 15 ปี
โดยในปี 2567 อุตสาหกรรมการผลิตแร่ ของสปป.ลาว มีมูลค่าการผลิตรวมกว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า และหาก PSGC ประสบความสำเร็จสามารถเข้าไปบริหารจัดการโครงการได้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายบทบาท พร้อมสร้างรายได้ประจำในระยะยาวให้กับ PSGC
เสาหลักที่สาม: ธุรกิจพลังงาน ขยายสู่ระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับธุรกิจด้านพลังงาน PSGC อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้การปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower หรือ PSH) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของสปป.ลาว Electricite du Laos (EDL) โดยมีการลงนาม MOU เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดิม รวมถึงพิจารณาการผนวกแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ
นอกจากนี้ PSGC ยังอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการผลิตและจำหน่าย โดยพิจารณาการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบกลับควบคู่ไปกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ เช่น พลังงานลม พลังงานน้ำ ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่ 7,000 เฮกตาร์ ที่แขวงอัตตะบือ สปป.ลาว
ขณะเดียวกัน PSGC ไม่ได้มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว เพียงอย่างเดียว แต่มีแผนที่จะขยายไปยังกลุ่มประเทศใน CLMV โดยจะใช้ สปป.ลาวเป็นศูนย์กลางในการส่งออกพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ PSGC ก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำระดับภูมิภาคในด้านการพัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ PSGC ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาว 10 ปีข้างหน้า (2568–2578) จะสร้างรายได้ให้เติบโตแตะระดับ 30,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ราวกว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมปรับสัดส่วนรายได้หลักใหม่ ดังนี้
-
60% จากธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ
-
30% จากธุรกิจพลังงาน
-
10% จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจะลดบทบาทลงเป็นเพียงธุรกิจสนับสนุนไม่ใช่ธุรกิจหลักอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ PSGC พร้อมรับแผนการเติบโตในระยะยาว จึงมีการจัดระเบียบโครงสร้างทางการเงิน ด้วยรวมหุ้นและลดทุนจดทะเบียน โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ส่งผลให้ PSGC มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โปร่งใส และชัดเจนมากขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต และเดินหน้าขยายธุรกิจได้อย่างเต็มที่
การปรับโมเดลธุรกิจของ PSGC ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มแหล่งรายได้ แต่เป็นการสร้างโมเดลแบบครบวงจร ซึ่งมีทั้งรายได้ประจำ (Recurring Income) ความสามารถในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ และโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมพลังงานในระยะยาว เพื่อก้าวสู่การเป็นการเป็นบริษัทชั้นนำในการพัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
