ส่องผลงาน 5 บิ๊กบจ. กับภาวะอุตสาหกรรมปี 64
ภาวะการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 63 หลายคนคงจะเดาได้แล้วว่าตลาดหุ้นไทยและภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะออกมาเป็นแบบไหน หลังจากที่ถูกธุรกิจต้องเผชิญปัญหากับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 กันถ้วนหน้า ดังนั้นจึงทำให้จะต้องมองข้ามช็อตไปยังปี 64 แล้วว่าภาวะดัชนีตลาดหุ้นไทย และภาวะเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร
โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตเฉลี่ย 3.5-4.5% มีแรงสนับสนุนจากปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ การปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แรงขับเคลื่อนของภาครัฐจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณและมาตรการทางเศรษฐกิจ และฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปีนี้
สภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าในปี 64 การส่งออกจะกลีบมาขยายตัว 4.2% การนำเข้า 5.3% ดุลการค้าเกินดุล 37.9 พันล้านดอลลาร์ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 13.9 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2.6% ของจีดีพี อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ระดับ 0.7-1.7% ส่วนการลงทุนรวมอยู่ที่ 6.6% การลงทุนภาคเอกชน 4.2% การลงทุนภาครัฐ 12.4% การบริโภคภาคเอกชน 2.4% การอุปโภคภาครัฐบาล 4.7% ประมาณการรายได้การท่องเที่ยวปี 64 จะมีมูลค่า 4.9 แสนล้านบาท ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในช่วง 41-51 ดอลลาร์/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน ณ สิ้นปี 2564 อยู่ในช่วง 30.30-31.30 บาท/ดอลลาร์
เมื่อนักลงทุนเริ่มจะเห็นประมาณการตัวเลขต่างๆ จากหน่วยงานของทางภาครัฐแล้วก็คงจะพอเดาทิศทาง หรือกลับไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมใดที่จะเติบโตใกล้เคียงไปพร้อมกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยที่จะฟื้นตัวขึ้น โดยทาง Wealthy Thai ได้รวบรวม 5 หุ้นที่เป็น Top Pick ของแต่ละอุตสาหกรรมที่จะเติบโตไปพร้อมๆ กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศและของโลกในปี 64 ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK
เปิดหัวกันที่รุ่นพี่ใหญ่ PTT ที่ในปีนื้ถือว่าผลประกอบการสะบักสะบอมเอาเรื่องไม่น้อย เพราะเจอพิษโควิดเข้าไปจึงทำให้บริษัทลูกๆต้องได้รับผลกระทบทางยอดขาย โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน แต่ในปี 64 นักวิเคราะห์หลายแห่งคาดการณ์กันว่า แนวโน้มของราคาน้ำมันน่าจะกระเตื้องขึ้นได้บ้างจากการที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปกพลัสสั่งลดกำลังการผลิต และดีมานด์ความต้องการใช้เริ่มกลับมาสูงขึ้น
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เหตุผลว่า ในปี 64 ทาง PTT จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7.77 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 93% จากปีก่อน เพราะโรงกลั่นในเครือสามแห่ง (PTTGC, TOP และ IRPC) มีกำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นหลังจากที่น้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ 42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ยังคาดว่าค่าการกลั่นของ PTTGC, TOP และ IRPC ก็จะฟื้นตัวขึ้น ในปี 2564 เนื่องจาก spread ของน้ำมันเบนซิน, น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 12 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันเราคาดว่ากำไรจากธุรกิจของ PTT จะโตในปี 64 ด้วยเช่นกัน เนื่องจากปริมาณยอดขายก๊าซธรรมชาติ (NG) จะเพิ่มขึ้น และอัตรากำไรของโรงแยกก๊าซ (GSP) ดีขึ้นเนื่องจากราคา polyethylene (PE) สูงขึ้นและราคาก๊าซลดลง ทั้งนี้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 64 ขึ้นเป็น 48บาท จากเดิมที่ 42 บาท เพื่อสะท้อนถึงการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของบริษัทลูก และมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการนำ OR หลังเข้าจดทะเบียนในตลาด เรายังคงคำแนะนำซื้อ เนื่องจากคาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีหน้า
ต่อเนื่องกันที่หุ้น BDMS กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งแม้ว่าในปี 63 ได้รับผลกระทบของตัวเลขผู้ป่วยต่างชาติที่หายวูบไปอย่างหน้าใจหาย ก็ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทลดลงตามไปเช่นเดียวกัน เพราะสัดส่วนของลูกค้าต่างชาติของ BDMS ก็ถือว่ามีไม่น้อยและตัวเลขผู้ป่วยในประเทศเองที่ไม่กล้าไปใช้บริการโรงพยาบาล
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองประเด็นสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ของไทยที่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ อาจส่งผลกระทบเชิง Sentiment ลบต่อกลุ่มการแพทย์ เนื่องจากอาจเกิดความกังวลต่อการกลับมาระบาดของ COVID-19 ในประเทศ โดยเฉพาะรพ.ที่มีเครืองข่ายในจังหวัดเชียงราย โดยคงคำแนะนำ Bullish สำหรับกลุ่มการแพทย์ เลือก BDMS (TP 25.30 เป็นหุ้นเด่นฯ เนื่องจาก คาดว่าปี 64 กำไรรวมกลุ่มฯ (+37%y-y) กลับมาเติบโตตาม
การฟื้นตัวของ รพ.ขนาดใหญ่ และรพ.ขนาดกลางเติบโตต่อเนื่อง หุ้นรพ.ควรถูก re-rated PE ขึ้นตามการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานปี 64 โดยปัจจุบันราคาหุ้น BDMS ซื้อขาย PE ปี 21F เทียบเท่าค่าเฉลี่ย PE ย้อนหลัง 5 ปี โดยชอบ BDMS จากจุดเด่นเครือข่าย รพ.ใหญ่สุด ทำให้ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวในประเทศชัดเจน และมีกลยุทธ์เชิงรุกร่วมกับพันธมิตรเพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส่วน CPF บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงมุมมองบวกต่อเนื่องต่อแนวโน้มผลประกอบการของ CPF ในปี 64 ถึงแม้ว่าตลาดอาจกังวลว่าไตรมาส 3/63 อาจเป็นจุดสูงที่สุดของ CPF ซึ่งได้ผ่านไปแล้ว ซึ่งมองว่าก็อาจเป็นไปได้สำหรับด้านรายได้ แต่ไม่ใช่สำหรับกำไร เราคาดว่า CPF จะทำกำไรระดับสูงกว่าไตรมาส 3/63 ได้อีกในปี 64 แม้ต้นทุนการผลิตจะเริ่มสูงขึ้น เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจาก Hylife คาดว่าจะยังเติบโตต่อจากตลาดส่งออกหมูที่ดีกว่าปีนี้เพราะการบริโภคฟื้นตัว ยังไม่รวมส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจฟาร์มหมูในจีนไว้ในประมาณการ
อีกทั้งการกลับมาเติบโตของ CPALL และการขยายธุรกิจ 7-Eleven ไปกัมพูชา และโอกาสจาก Tesco Lotus เหล่านี้จะทำให้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นบวกต่อกำไรสุทธิ คงประมาณการกำไรปี 64 ไว้ที่ 23,416 ลบ. เพิ่มขึ้น 9% จากปี 63 ยังไม่รวมกำไรจากฟาร์มหมูในจีน และ Tesco Lotus ไว้ในประมาณการ คงราคาเป้าหมายสิ้นปี 64 ที่ 49.50 บาท คงคำแนะนำซื้อ
สำหรับ GULF ในปี 64 ผลประกอบการจะถูกขับเคลื่อนโดยการจ่ายไฟเข้าระบบของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ IPP กำลังผลิต 1,250 MW และการรับรู้รายได้แบบเต็มปีของโครงการพลังงานลมที่ประเทศเยอรมนี โดยบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด ระบุว่า ประเด็นหลัก คือ GULF ยังคงมองหาโอกาสลงทุนที่เวียดนามในโครงการ LNG-to-power ในหลายพื้นที่ รวมทั้งโครงการฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง ในทวีปยุโรปยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำลังผลิตไฟฟ้าจากฟาร์มกังหันลมอีกมากและไม่มีการปิดกั้นการลงทุนจากชาวต่างชาติ GULF จึงมองเห็นโอกาสในการลงทุน ทั้งการเข้าซื้อกิจการที่ดำเนินการแล้ว การเข้าลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และการเริ่มพัฒนาโครงการใหม่ แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส4/3 และต่อเนื่องไปไตรมาส1/64 จะออกมาน่าประทับใจ และแนวโน้มการเติบโตของกำไรหลักในระยะยาวของ GULF โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 45 บาท
ด้าน KBANK ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความกังวลว่าจะหนี้สงสัยจะสูญจะเพิ่มขึ้นจากมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งนี้บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มคลายความกังวลในด้านที่ธปท. ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถจ่ายปันผลงวดปี 63 เนื่องจากผ่าน Stress test เพราะมีเงินกองทุน และ Coverage ratio แกร่งเพียงพอรับมือกับผลกระทบจาก COVID-19 อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ธปท. รายงาน NPL formation ไตรมาส3/63 ลดลงอย่างต่อเนื่อง และมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังสภาพัฒน์รายงาน GDP ไตรมาส3/63 ดีกว่าตลาดคาด
โดยมาตรการที่เคาดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ มาตรการโกดังพักหนี้ เพื่อลดภาระ NPL ของกลุ่มธนาคาร และให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น โดยเให้น้ำหนักต่อประเด็นนี้ซึ่งจะหนุนให้เกิด potential upside ต่อประมาณการกำไรปี 64 และก่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นต่อการ Re-rating PBV ของกลุ่มธนาคาร
ธนาคารที่มีโอกาสเกิด Upside รวมถึงมีโอกาสถูก Re-rating PBV มากสุดคือ KBANK และ BBL เนื่องจากเป็นธนาคารที่ได้เร่งตั้งสำรองล่วงหน้าอย่างมีนัยสำคัญในงวด 9 เดือนปี 63 ประกอบกับกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ มีศักยภาพในการปล่อยสินเชื่อ และเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อ รวมถึง Cross-selling ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น Mutual fund และ bancassurance ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว มากกว่ากลุ่มธนาคารขนาดเล็ก โดยยังคงเลือกทั้ง KBANK เป็น Top Pick แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 130 บาท
