Official Update :

ห้ามพลาด! สุดยอด 10 หุ้นเด่น ที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มกำไรขึ้นมากสุด

สิ้นสุดการประการผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกของปี 2564 กันแล้ว หลายๆบริษัทก็ยังรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างโดดเด่น ละก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่รายงานกำไรสุทธิออกมาไม่น่าพอใจเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ และยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศไทยที่ยังเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องนั้น ยังมีหุ้นที่นักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นหลังจากรายงานกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยจะมีหุ้นตัวไหนบ้าง เราสรุปมาให้แล้ว


ทั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นที่มีหุ้นที่ค่าเฉลี่ยประมาณการ Net Profit ถูกปรับขึ้นสูงสุด 10 อันดับแรก เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งข้อมูลเปรียบเทียบที่แสดง เป็นค่ามัธยฐานของการประมาณการทั้งหมด โดยจะแสดงเฉพาะหุ้นที่มีโบรเกอร์ส่งการประมาณการเข้ามาตั้งแต่ 3 โบรกเกอร์ขึ้นไป และเป็นข้อมูลประมาณการ ณ วันที่ 16 ส.ค.64






TTA ถูกอัพกำไรขึ้นมากสุด

TTA รายงานไตรมาส 2/64 มีกำไรสุทธิ 530.32 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 240.93 ล้านบาท ทำให้งวด 6 เดือนแรกของปี 64 มีกำไรสุทธิ 719.44 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 700.15 ล้านบาท


ล่าสุดในงาน Opportunity Day นายคทารัฐ สุขแสวง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน TTA ได้ออกมาเปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาซื้อเรือเทกองเพิ่มอีก 2-3 ลำ แต่ยังดูเรื่องราคาประกอบก่อน เพราะราคาเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% ซึ่งขณะนี้บริษัทมีเรือเทกองจำนวนทั้งสิ้น 24 ลำ ส่วนแนวโน้มภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปี 64 ประเมินว่าจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจาก อัตราค่าระวางเรือยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความต้องการใช้เรือเทกอง ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดโลก


มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานปี 2565 ที่ 20.00 บาท โดยระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 3/64 ยังดีจากทั้งเดินเรือ และ MML ซึ่งค่าระวางเรือยังคงปรับตัวขึ้น ทั้งจากไตรมาส 2 และช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้เดินเรือยังดีต่อเนื่อง, MML มี Backlog เพิ่มขึ้นเป็น 286 ล้านดอลลาร์ และจะรับรู้ราว 72 ล้านดอลลาร์ ในครึ่งปีหลังคาดจะพลิกมีกำไร PMTA ยอดขายดีเนื่องจากฤดูเพาะปลูกในเวียดนาม คาดกำไรไตรมาส 3/64 มีโอกาสโตทั้งจากไตรมาส 2 และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับคาดการณ์กาไรปีนี้ เป็น 2,077 ล้านบาท และคาดปี 65 มีกำไรที่ 2,291 ล้านบาท บนค่าระวาง เพิ่มขึ้น 5%


ขณะที่มุมมองของ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ได้คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 21.00 บาท โดยมีมุมมองว่าผลประกอบการในครึ่งหลังปี 64 จะยังคงเติบโตได้ดีจากค่าระวางที่ยังอยู่ในระดับสูง และจะทำให้ปี นี้เป็นปีที่กำไรสูงสุดในรอบ 12 ปี ทั้งนี้ค่าระวางอาจเริ่ม peak-out ในไตรมาส 4/64-1/65 หลังจบช่วง high season ของฤดูเก็บเกี่ยว โดยปรับกำไรสุทธิปี 64 ขึ้น 100% ทำให้คาดกำไรสุทธิปี 64 อยู่ที่ 2.14 พันล้านบาท



BCP พลิกกำไรสูง

ถัดมาอันดับ 2 BCP รายงานไตรมาส 2/64 มีกำไรสุทธิ 1,764.54 ล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1,910.72 ล้านบาท ทำให้งวด 6 เดือนปี 64 มีกำไรสุทธิ 4,048.05 ล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 6,571.49 ล้านบาท


มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุว่า คงเรทติ้ง NEUTRAL ด้วยราคาเป้าหมายที่ปรับขึ้นสู่ 34 บาท ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในครึ่งแรกปี 64 หนุนให้ปรับประมาณการกำไรปี 2564 ของ BCP เพิ่มขึ้น 45% สู่ 4.6 พันล้านบาท ซึ่งหมายความว่ากำไรจะชะลอตัวลงในครึ่งหลัง 64 เนื่องจากจะไม่มีกำไรสต๊อกจำนวนมากเกิดขึ้นอีก ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปจะยังคงตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยมีสาเหตุมาจากการล็อกดาวน์เป็นเวลานานเพื่อควบคุมอัตราการติดเชื้อโควิด-19 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ความผันผวนของราคาน้ำมันที่อาจส่งผลทำให้เกิดขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน และค่าการกลั่นที่ต่ำกว่าคาด รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นในธุรกิจการตลาด ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อค่าการตลาด


ส่วนมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ผลการดำเนินงานหลักไตรมาส 3/64 ของ BCP มีแนวโน้มดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาส 2 หนุนโดยกำไรจากธุรกิจโรงกลั่น, ธุรกิจค้าปลีก, ธุรกิจไฟฟ้า และ ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น


โดยคาดว่าอัตราการใช้กำลังการกลั่นจะเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาส 2 ขณะที่ค่าการกลั่นคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาส 2 (อุปสงค์ที่แข็งแกร่ง) ปริมาณขายของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันมี แนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (การฟื้นตัวของอุปสงค์) แต่ลดลงจากไตรมาส 2


ในขณะที่ค่าการตลาดของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันคาดว่าจะอ่อนตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาส 2 สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่ากำไรหลักช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จะคิดเป็นเพียง 34% ของประมาณการกำไรหลักปี 2564 ของเราที่ 1,189 ล้านบาท จึงยังคงประมาณการไว้ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากคาดว่ากำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2564



MAJOR ไตรมาส 3 บุ๊กกำไรพิเศษ

ต่อมาอันดับ 3 MAJOR แม้โรงหนังจะไม่สามารถดำเนินการได้ แต่นักวิเคราะห์ก็ยังปรับประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ขึ้นอีก โดยล่าสุดงวดไตรมาส 2/64 มีผลขาดทุนสุทธิ 218.6 ล้านบาท ฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 475.01 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายและบริการงวดไตรมาส 2/64 เท่ากับ 437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากภาพยนตร์ต่างประเทศที่ได้รับความนิยมสูง เรื่อง ก็อดซิลล่าปะทะคิงคอง ที่เข้าฉายเมื่อวันที่ 25มีนาคม 2564 ก่อนที่โรงภาพยนตร์จะปิดให้บริการชั่วคราวบางพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2564 เป็นต้นมา


มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 3/64 เราคาดว่ายังถูกกระทบหนักจาก COVID-19 แม้ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในตลาดโลกเริ่มมีทิศทางดีขึ้น จากภาพยนต์ฟอร์มใหญ่ ที่เริ่มกลับเข้ามาฉาย แต่น่าเสียดายที่บ้านเราได้รับผลกระทบจากการประกาศ Lockdown จึงคาดว่าภาพยนตร์จะเลื่อนฉายออกไปยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัด ซึ่งทำให้เรามองว่าสถานการณ์ในไตรมาส 3/64 จะคล้ายกับไตรมาส 2/63 ที่มีปิดโรงภาพยนตร์ทั้งหมอซึ่งคาดว่าจะเป็นไตรมาสที่แย่สุดของปี


ส่วนปลายปีแม้คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่เรามองว่าผู้ชมยังไม่กลับเข้าโรงภาพยนตร์ เหมือนช่วงปกติทำให้ภาพรวมเราประมาณการปี 2564 บริษัทจะยังมีผลขาดทุน 743 ล้าน บาท อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการขายหุ้น SF จะทำให้บริษัทรับรู้เงินสดเข้ามา 7,765.90 ล้านบาท และบันทึกกำไรพิเศษ หลังภาษีในไตรมาส 3/64 จำนวน 2,824 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 2,081 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนปีก่อนที่ 527 ล้านบาท


เรามองว่าปี 2565 ผลประกอบการจะฟื้นตัวเด่นจากฐานที่ต่ำ ซึ่งภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่รอเข้าฉายจำนวนมาก เราคาดผู้ชมจะกลับมาอยู่ระดับ 70-80% ของระดับปกติก่อนวิกฤต COVID-19โดยคาดรายได้ที่ 7,736 ล้านบาท เติบโต 225%จากปี 64 ส่วนประเด็นผลกระทบจากส่วน แบ่งกำไร SF ที่ลดลง จะถูกชดเชยกับผลของดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง จากการนำเงินจากการ ขายหุ้นบางส่วนไปชำระหนี้และบริษัทชี้แจงว่าผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินไปลงทุน จะครอบคลุมส่วนแบ่งกำไรที่ลดลง เราประมาณการผลประกอบการพลิกมามีกำไร 932 ล้านบาท


ดังนั้นจึงปรับคำแนะนำจาก “เก็งกำไร” เป็น “ซื้อ” ราคาหุ้นปรับลดลงสะท้อนผลประกอบการที่อ่อนแอไปแล้ว แม้แนวโน้มผลประกอบการในปี 2564 ถูกกระทบจาก COVID-19 ซึ่งอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ถือว่าได้รับผลกระทบหนักสุดจากการ Lockdown


อย่างไรก็ตาม ผลจากการขายหุ้น SF ทำให้บริษัทได้รับกระแสเงินสดเข้ามา และเราคาดว่าบริษัทมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษ เราอิงสมมติฐานที่ 60% หรือราว 1.40 บาทต่อหุ้น คิดเป็น dividend yield ราว7.6% ขณะที่เราคาดหวังผลประกอบการจะกลับมาเติบโตโดดเด่นในปี2565 จากฐานที่ต่ำ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น เราคงมูลค่าพื้นฐานปี2565 ที่ 23.60 บาท

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”