ILM แตกโมเดลธุรกิจใหม่ เปิดตัว “Flying Tiger Copenhagen” คว้าสิทธิ์แฟรนไชส์สาขาแรกในไทย ผ่านกลยุทธ์ 3P มุ่งสู่ “Beyond Core Business”
ILM แตกโมเดลธุรกิจใหม่ เปิดตัว “Flying Tiger Copenhagen” คว้าสิทธิ์แฟรนไชส์สาขาแรกในไทย ตั้งเป้าขยาย 30 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2570 ภายใต้กลยุทธ์ 3P มุ่งสู่ “Beyond Core Business”
นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM เปิดเผยว่า อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ “INDEX NEXTPERIENCE & BEYOND + SUSTAINABLE FUTURE” ตามที่ได้วางนโยบายกรอบแผนงาน 3 ปี (2567-2569) ยึดแนวคิด Triple Bottom Line สูตร 3 P ‘Performance –People –Planet’ เพื่อสร้างการเติบโตทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ “Beyond Core Business”
การเดินหน้าขยายขอบเขตจากผู้นำธุรกิจ Living Lifestyle Mall ด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความต้องการของผู้บริโภคและภูมิทัศน์ทางธุรกิจ โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าต่อยอด Business Diversification ที่ยัง Synergy กับธุรกิจหลัก เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอสู่การเติบโตที่แข็งแกร่ง
บริษัทฯ ได้พลิกโฉมประสบการณ์การช้อปปิ้งที่หลากหลายและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจกับ “Flying Tiger Copenhagen” (ฟลายอิ้ง ไทเกอร์ โคเปนเฮเกน) แบรนด์ดังระดับโลกจากประเทศเดนมาร์ก ที่เริ่มต้นแบรนด์ด้วยแนวคิดที่เรียบง่าย จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนวิธีการช้อปปิ้งของใครหลายคน และสามารถครองใจผู้คนทั่วโลก โดยครอบคลุมในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย รวม 41 ประเทศ มากกว่า 1,000 สาขาทั่วโลก และล่าสุดขยายสาขาในประเทศไทย (โดยอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ในไทยเพียงรายเดียว) ทั้งนี้เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้าของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ Gen Z โดยเฉลี่ยมีสัดส่วน 10% และกลุ่ม Gen X-Y สัดส่วนอยู่ที่ 80%
ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนการขยายสาขา 3 ปี (2568-2570) โดยวางงบลงทุน 200 ล้านบาท เปิด “Flying Tiger Copenhagen” ปูพรม 30 สาขาทั่วประเทศ โดยมองเป้าหมายไปที่ศูนย์การค้าชั้นนำ และ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ในรูปแบบ shop in shop ขนาดพื้นที่ 150–250 ตร.ม. ประเดิมให้ช้อปสาขาแรกที่ศูนย์การค้า 'เอ็มสเฟียร์' ย่านใจกลางเมืองเชื่อมต่อกับย่านธุรกิจและแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น สยาม สีลม และอโศก มีกำลังซื้อสูงจากกลุ่มคนทำงานเป็นไพร์มแอเรีย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยขนาดพื้นที่ 160 ตร.ม. และภายในปีนี้เตรียมพบกับอีก 5 สาขา ได้แก่ ILM สาขาพัทยา และเตรียมขยายไปห้างสรรพสินค้าที่มีทราฟฟิกสูง ได้แก่ แฟชันไอส์แลนด์, ซีคอนสแควร์, แพลทินัม แฟชันมอลล์ และ เดอะมอลล์ บางกะปิ
สำหรับภาพรวมธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ มองว่าปัจจัยสำคัญที่ยังคงฉุดรั้งการเติบโตคือเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เมื่อไม่มีโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด ธุรกิจจึงต้องหันไปพึ่งพาการขายให้กับลูกค้าที่เป็นเจ้าของบ้านเดิมที่ต้องการรีโนเวทมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“จากสถานการณ์การเติบโตที่จำกัดนี้ ธุรกิจจึงมองหาโอกาสในการขยายไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว (long term) และพิจารณาสินค้าที่ไม่เคยขายมาก่อนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง คาดการณ์ว่าจะยังคงทรงตัวเหมือนกับช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้ามามากนัก ทำให้ต้องติดตามมาตรการของรัฐบาลต่อไป สำหรับเป้าหมายรวมทั้งปีนั้น คาดว่าทั้งยอดขายและกำไรจะสามารถเติบโตจากปีที่แล้วได้ แต่จะเป็นการเติบโตในระดับตัวเลขหลักเดียว (single digit) เช่นกัน” นางสาวกฤษชนก กล่าวทิ้งท้าย
