COCOCO ยังมีของดี? จากต้นปีราคาปรับลง 32% กูรูเห็นตรง จูงมือเชียร์ “ซื้อ” มองครึ่งหลังฟื้น-ฟิลิปปินส์หนุนโตแกร่ง
ราคาหุ้น บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ปรับตัวลดลงจากช่วงต้นปี โดยวันที่ 29 ส.ค.68 ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับ 8.45 บาท ลดลง 1.17% จากวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 46.50 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้ว 31.85% จากระดับ 12.40 บาท ณ วันที่ 2 ม.ค. 68 โดยคาดว่าปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น มาจากผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น กระทบต่ออัตรากำไร การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มมะพร้าวที่รุนแรงขึ้น รวมถึงแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยแนะนำ “ซื้อ” หุ้น COCOCO เนื่องจากราคามะพร้าวที่ลดลงช่วยหนุนอัตรากำไรฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/68 ขณะที่การขยายกำลังการผลิตและแผนลงทุนในฟิลิปปินส์จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและหนุนการเติบโตระยะยาว
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” สำหรับ COCOCO ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 9.70 บาท คาดว่าอัตรากำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2/68 ราคามะพร้าวปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าต่อเนื่อง หลังทำพีคในเดือน ธ.ค. 2567 ที่ 22.36 บาท/ผล เป็น 16.43 บาท/ผล ในเดือน ส.ค. 2568 ทำให้คาดกำไรไตรมาส 3/68 ฟื้นตัวเด่นจากไตรมาสก่อน ขึ้นแตะระดับ 150-160 ล้านบาทต่อไตรมาส จากอัตรากำไรที่ดีขึ้น ขยายตัวจากไตรมาสก่อน ตามต้นทุนที่ลดลง
ทั้งนี้ บล.พาย ประเมินว่าอัตรากำไรของทั้งธุรกิจน้ำมะพร้าวและกะทิจะปรับตัวดีขึ้นมากสุดในรอบ 3 ไตรมาส และดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของน้ำมะพร้าวจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 24%-25% ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 เทียบกับ 21.6% ในไตรมาส 2/68 นอกจากนี้ คาดว่าปี 2569 จะเป็นรอบของการเติบโตของกำไรอีกครั้ง รับปัจจัยบวกจากการไปผลิตกะทิที่ฟิลิปปินส์ช่วงไตรมาส 1/69 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” COCOCO และราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ไว้ตามเดิมที่ 9.08 บาท แม้ว่าการฟื้นตัวของกำไรไตรมาส 2/2568 จะช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ในระยะยาว เนื่องจากราคามะพร้าวผลแห้งมีแนวโน้มลดลง และบริษัทฯ กำลังอยู่ในช่วงขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้ และส่งผลให้การประหยัดต่อขนาด (operating leverage) เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ผู้บริหารปรับลดเป้ายอดขายปี 2568 ลงจาก 1 หมื่นลบ. เป็น 8 พันลบ. แต่คงมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวของ GPM ในไตรมาส 3/68 และการเติบโตของยอดขายช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เชิงเทียบกับช่วงเดียกันของปีก่อน
โดย บล.กสิกรไทย มีมุมมองที่เป็นบวกบวกเล็กน้อยต่อการประชุมครั้งนี้ ประการแรก คาดว่ากำไรไตรมาส 3/68 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน และจะดำเนินต่อไป เนื่องจากราคามะพร้าวผลแห้งเดือน ก.ค. และ ส.ค. มีแนวโน้มลดลง โดยพบว่าราคามะพร้าวผลแห้งในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 16.5 บาท (-18% จากไตรมาสก่อน) เทียบกับราคาเฉลี่ยไตรมาส 2/68 ที่ 20 บาท ซึ่งเชื่อว่าน่าจะช่วยกระตุ้น GPM ของทั้งกลุ่มน้ำมะพร้าวและกะทิในไตรมาส 3/68
ประการที่สอง ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ใหม่ไว้ที่ 8 พันลบ. ซึ่งแสดงให้เห็นถึง upside risk ที่ 5% ต่อประมาณการรายได้ปี 2568 ของเราที่ 7.6 พันลบ. และบ่งชี้ว่ารายได้ครึ่งหลังของปี 2568 จะเติบโต 28.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เทียบกับสมมติฐานของเราที่ 17.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
